Microdermabrasion (การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี) - Clinic Neo
TEL : 02-399-3390-1
E-MAIL : [email protected]

เวชศาสตร์ความงาม

Microdermabrasion (การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี)

Microdermabrasion

การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion)คือ แนวทางการรักษาปัญหาผิวพรรณที่มีการทำมาใช้ทั้งในยุโรป อเมริกา ในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา และในเมืองไทย ได้มีการนำเครื่องมือนี้มาใช้กันบ้างแล้วในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา แต่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในระยะนี้ หลังจากได้มีการพัฒนาให้เครื่องมือให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ผลมากสุดและผลข้างเคียงน้อยสุด

ตัวอย่างก่อนและหลังทำการกรอผิวบริเวณใบหน้า

Microdermabrasion เป็นการกรอผิวหนังที่มีปัญหาในชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ให้หลุดลอกออกด้วยเกร็ดอัญมณีขนาดเล็กมาก ประมาณ 100 Micron ซึ่งผลึกครีสตัลที่นิยมใช้ ก็คือ Aluminium Oxide โดยให้วิ่งตามการพ่นของเครื่องปั๊มในกระบอกสูญญากาศที่ปลอดเชื้อ ( Air flow in Sterile Closed system) โดยมีการปรับความแรง ความเร็วในการพ่นผลึกดังกล่าวได้ตามต้องการของผู้ใช้ และก็มีขนาดของผลึกครีสตัลแตกต่างกันให้เลือก แล้วแต่จุดประสงค์ในการใช้งาน และปัจจุบันได้มีการพัฒนาเครื่องมือให้ทันสมัยและสะดวกขึ้น โดยการใช้ผลึกครีสตัลของเพชร ( Diamond crystal) มากรอผิวแทนซึ่งจะมีการระคายเคืองน้อยกว่า และสะดวกกว่า

197_1

ข้อบ่งชี้ในการทำ Microdermabrasion ในปัจจุบันได้นำมาแก้ไขปัญหาผิวพรรณ ดังต่อไปนี้

  1. ผิวหน้าที่หมองคล้ำจากแสงแดด ( Sun-damaged skin)
  2. สิวอุดตัน ทั้งประเภทหัวดำ และหัวขาวให้หลุดลอกออก ( Black and white head comedone)
  3. สิวเสี้ยน ( Trichostasis spinulosa)
  4. ริ้วรอยเหี่ยวย่นเล็กน้อยบริเวณหางตา ( Fine wrinkles in Crow’s feet)
  5. ผิวหนังที่หยาบกร้าน แตกลาย เช่น บริเวณท้อง ขา
  6. รอยดำตามผิวหนัง เช่น รอยดำจากสิว รอยดำตามลำตัว ขาหนีบ
  7. ปัญหารูขุมขนกว้าง ผิวหน้ามัน
  8. รอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุ รอยเย็บแผล
  9. ฝ้าจางๆ ที่ไม่ลึกมาก ( Epidermal typed)
  10. ภาวะการเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณอื่นๆ ที่เข้าสู่วัยชรา (Age Spots) เช่น กระเนื้อ กระแดด ขี้แมงวัน
  11. ช่วยลดปัญหาผิวหน้ามัน เพราะการกรอผิว ทำให้ไขมันที่เคลือบผิวหน้าชั้นนอก หลุดลอกออก และทำให้ต่อมไขมันที่ผลิตไขมันในท่อไขมัน ลดลง

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการทำ Microdermabrasion จะกรอผิวหน้าได้ลึกตื้น หรือได้ผลมากน้อยแค่ไหน นอกจากขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ที่ทำแล้ว ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ดังนี้

  1. ผลึกที่ใช้ในการทำ Microdermabrasion ทั้งในแง่ชนิด และขนาดที่ใช้
  2. ความแรงและความเร็วของการพ่นผลึกดังกล่าว
  3. จำนวนผลึกที่พ่นต่อวินาที
  4. จำนวนครั้งในการทำซ้ำในบริเวณเดิม
  5. ความหนาบางของผิวหนังในแต่ละคน
  6. ประวัติการรักษาด้วยวิธีอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น การทำ Peeling,Laser,IPL

197_2

before-after-facesตัวอย่างก่อนหลังการกรอผิว โดยรวม

ผลข้างเคียงที่พบได้ในการทำ Microdermabrasion 

  1. ความรู้สึกระคายเคือง แสบ ที่ผิวหน้าในระหว่างที่ทำ และหลังทำ ซึ่งอาจจะต้องทาครีมบำรุง หรือสารให้ความนุ่มเนียนหลังทำ
  2. หลีกเลี่ยงแสงแดด ในระยะ 1-7 วันหลังทำขึ้นอยู่กับความลึกตื้นในการกรอผิว
  3. อาจจะมีรอยแดง หรือรอยซีดจาง หลังทำและจะดีขึ้นภายใน 3-4 วัน
  4. รอยดำจากภาวะอักเสบเกิดได้ ถ้าผู้ทำไม่ชำนาญ หรือเลือกเทคนิคไม่ดีพอ แต่มักจะหายภายใน 1-2 อาทิตย์
  5. กรณีที่กรอลึก เช่นในคนที่มีปัญหาท้องลาย ขาลาย หรือรอยแยกแตกของผิวหนัง อาจจะมีอาการบวม เลือดซึม หรืออักเสบหลังทำได้ และจะดีขึ้นภายใน 1-3 อาทิตย์

ได้มีการเปรียบเทียบการกรอผิวด้วยวิธี Microdermabrasion จะทำได้ลึกกว่าการทำ Chemical Peeling แต่ตื้นกว่าการกรอผิวด้วยเลเซอร์ และในด้านผลข้างเคียง จะมากกว่าการทำ Chemical Peeling แต่น้อยกว่าการกรอผิวด้วยเลเซอร์ นอกจากนี้ในกรณีรอยดำ หรือฝ้า แพทย์บางท่าน นิยมทำการกรอผิวด้วยวิธี Microdermabrasion แล้วมักจะทำ Phonophoresis ตามด้วยเพราะตามทฤษฎีอัตราซาวน์จะเข้าไปขยายช่องว่างระหว่างเซลล์หนังกำพร้า ทำให้ยาซึมเข้าผิวหนังได้ดีขึ้น และลดการระคายเคืองจากการทำ วิธี Microdermabrasion

เรียบเรียงและค้นคว้าใหม่โดย นพ.จรัสพล รินทระ …ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด…6 August,2010

โดย นพ.จรัสพล รินทระ วันที่