Implanon ยาฝังคุมกำเนิดชนิดใหม่ - Clinic Neo
TEL : 02-399-3390-1
E-MAIL : [email protected]

สุขภาพ-งานวิจัย

Implanon ยาฝังคุมกำเนิดชนิดใหม่

Implanon

การคุมกำเนิดมีมากมายหลายวิธี แต่การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด จะเป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะพกพาสะดวก ราคาไม่แพง แต่ก็มีข้อเสีย คือ ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะลดลงเมื่อลืมกินยา หรือกินยาไม่ตรงเวลา นอกจากนี้ ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม หรือแพ้ คลื่นไส้อาเจียนได้  ดังนั้นนักวิจัยทางเภสัชศาสตร์จึงได้คิดค้นพัฒนายาฝังคุมกำเนิดขึ้น ลองมาทำความรู้จักกับยาฝังคุมกำเนิดกันหน่อยนะครับ

ยาฝังคุมกำเนิด ได้มีการผลิตและใช้ในครั้งแรกในปี 2526 โดยเป็นชนิด 6 หลอดที่มีชื่อทางการค้าว่า

Norplant มีลักษณะเป็นหลอดแคบซูลนิ่มที่ทำจากซิลิโคน (Sofe capsule) ขนาดยาว 34 มม.และเส้นผ่าศูนต์กลาง 2.4 มม. แต่ละหลอดประกอบด้วยตัวยา Levonorgestrel 36 มก. มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดภายหลังฝังภายใน 24 ชม.มีกลไกการออกฤทธิ์โดยการเพิ่มความเหนียวข้นของมูกบริเวณปากมดลูก เพื่อให้เชื้ออสุจิผ่านเข้าไปได้ยาก มีระยะเวลาคุมกำเนิดได้นาน 5 ปี แต่มีข้อเสียคือ ต้องผ่าตัดเพื่อฝัง และการเอาออกต้องใช้เวลานาน นอกจากนี้พบว่าจะได้ผลดีเฉพาะใน 4 ปีแรกที่ฝัง และในปีที่ 5 มีอัตราการตั้งครรภ์ได้ร้อยละ 1

228_1

ตัวอย่างยาฝังคุมกำเนิดแบบ Norplant

228_2

ตัวอย่างยาฝังคุมกำเนิดแบบ Implanon

ปัจจุบันได้มีการพัฒนายาฝังคุมกำเนิดชนิดใหม่ ชนิดแท่งเดียว ในชื่อการค้าว่า Implanon ซึ่งมีขนาดยาว 40 มม.เส้นผ่าศูนต์กลาง 2 มม. ประกอบด้วยตัวยา Etonogestrel (ENG) 68 มก. จึงทำให้ฝังและเอาออกได้ง่ายกว่าแบบเดิม มีกลไกการออกฤทธิ์โดยไปยับยั้งการหลั่งฮอรโมน LH ( Luteinizing hormone) เพื่อมิให้มีการตกไข่ และทำให้มูกบริเวณปากมดลูกเหนียวข้นขึ้น และเยื่อบุมดลูกบาง ไม่เหมาะกับการฝังตัว

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดของยาฝังคุมกำเนิด Implanon พบว่ามีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดได้นาน 3 ปี ไม่พบอัตราการตั้งครรภ์ในระหว่างที่ฝังยานี้ นอกจากนี้ทารกที่รับประทานน้ำนมจากมารดาที่คุมกำเนิดด้วยการฝังยาคุมกำเนิด Implanon ระดับยาที่ผ่านทางน้ำนม ไม่พบมีผลอันตรายต่อทารก

ผลข้างเคียงที่พบได้จากยาฝังคุมกำเนิด Implanon พบได้คล้ายคลึงกับยาฝังคุมกำเนิด Norplant ดังนี้

  1. ภาวะรอบเดือนหรือ เลือดออกกระปริดกระปอย (infrequent bleeding) พบได้ร้อยละ 15 ในปีแรก และร้อยละ 8 ในปีที่ 2-4
  2. ภาวะรอบเดือนหรือเลือดออกนานกว่าปกติ ( frequent bleeding) พบได้นาน 27.6 วันในปีแรก และนาน 18.4 ในปีที่ 2-4
  3. ภาวะไม่มีรอบเดือน (Amenorrhea) พบได้ร้อยละ 10.3 ในปี 1-2 และร้อยละ 6.4 ในปีที่ 3-4

อาการข้างเคียงอื่นๆ ของยาฝังคุมกำเนิด Implanon เปรียบเทียบกับ Norplant

  1. ปวดศีรษะ พบได้ร้อยละ 21.2 สำหรับ Implanon และ ร้อยละ 28.3 สำหรับ Norplant
  2. ปัญหาสิว พบได้ร้อยละ 18.5 สำหรับ Implanon และ ร้อยละ 22.3 สำหรับ Norplant
  3. ปวดท้องน้อย พบได้ร้อยละ 11.4 สำหรับ Implanon และ ร้อยละ 9.8 สำหรับ Norplant
  4. ผมร่วง พบได้น้อยกว่าร้อยละ 10 และไม่แตกต่างกันทั้งแบบ Implanon และ Norplant
  5. ปวดบริเวณที่ฝัง พบได้น้อยกว่าร้อยละ 10 และไม่แตกต่างกันทั้งแบบ Implanon และ Norplant
  6. หย่อนสมรรภภาพทางเพศ พบได้น้อยกว่าร้อยละ 10 และไม่แตกต่างกันทั้งแบบ Implanon และ Norplant

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การคุมกำเนิดด้วยยาฝังคุมกำเนิด ในความเห็นของผู้เขียนแม้จะมีประสิทธิภาพมากกว่าแบบยาคุมรับประทาน หรือยาฉีดคุมกำเนิด เพราะมีฤทธิ์ได้แน่นอนและยาวนานกว่า แต่ก็ไม่สะดวกในการต้องฝังและเอาออก ทำให้เจ็บตัว และก็มีผลข้างเคียงดังกล่าว ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจ เลือกคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ ควรจะปรึกษาแพทย์หรือบุคคลากรที่เกี่ยวข้อก่อนให้เข้าใจและยอมรับผลข้างเคียงดังกล่าว

เรียบเรียงและค้นคว้าใหม่ โดยนพ.จรัสพล รินทระ …….ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด…..6 September 2005
เอกสารอ้างอิง: วารสารคลินิก ฉบับเดือนธันวาคม 2545,คอลัมน์ ‘ เวชภัณฑ์น่ารู้’

โดย นพ.จรัสพล รินทระ วันที่