Glutathione กับบทบาทด้านการแพทย์และผิวพรรณ - Clinic Neo
TEL : 02-399-3390-1
E-MAIL : [email protected]

เวชศาสตร์ชะลอวัย

Glutathione กับบทบาทด้านการแพทย์และผิวพรรณ

321_0

Glutathione ได้เริ่มมีการนำมาใช้ในแวดวงทางการแพทย์ในประเทศทางแถบยุโรป โดยเริ่มต้นที่ประเทศอิตาลี เป็นประเทศแรกที่มีการขึ้นทะเบียนเป็นยา นำมารักษามะเร็งต่อมลูกหมาก ( ผลิตโดยบริษัทโรช ) แล้วต่อมาก็มีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศแถวยุโรป เช่น ทาง Anti-aging Medicine ของบางประเทศ ได้นำมารักษาคนไข้กลุ่มอัลไซเมอร์ ความจำเสื่อม แต่เนื่องจากมี สรรพคุณในการทำให้สีผิวขาวขึ้นด้วย จึงทำให้เริ่มมีการแพร่กระจายการใช้มากขึ้นในแถบเอเซีย เนื่องจากคนเอเซียบางกลุ่มต้องการผิวขาวอย่างคนทางตะวันตก ซึ่งพบว่าเป็นที่นิยมอย่างมาก ในประเทศฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เวียตนาม ฯลฯ

Glutathione เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ( Antioxidant) ตัวหนึ่งที่ร่างกายสังเคราะห์ได้เองเรียกว่า Universal Antioxidant โดยปกติเซลล์ในร่างกายสามารถสร้างเองได้ จากกระบวนปฏิกิริยา ชีวเคมีในเซลล์ทั่วไป แต่ที่ทำงานสร้าง สารนี้มากที่สุดก็คือ ที่ตับของเรา การสร้างสารนี้ต้องอาศัย เอนไซม์ อย่างน้อย 2 ชนิด ดังนั้น หากมียีนผิดปกติเกี่ยวกับเอนไซม์ ทั้ง2 ชนิดนี้ก็จะไม่สามารถสร้างสารตัวนี้ได้ ดังนั้นในผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถสร้างสารตัวนี้ได้ จึงต้องมีการเสริมเพิ่มเติมทดแทน

Glutathione เกิดจากการจับตัวกันในรูปแบบ Tri-peptides ของกรดอะมิโน3 ชนิด ได้แก่ Cysteine,Glycine และ Glutamic โดยพบว่ามีหน้าที่หลักๆ สำคัญดังต่อไปนี้

  1. การขจัดสารพิษ (Detoxification) กลูต้าไธโอน ช่วยสร้างเอ็นไซม์ ชนิดต่างๆ ในร่างกายโดยเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ (ละลายในน้ำมัน) เช่นพวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิดให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับ จากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์(สุรา) สารพิษจากบุหรี่
  2. ต้านปฏิกริยาอ๊อกซิเดชั่น(Antioxidant) จึงช่วยป้องกัน ริ้วรอยเหี่ยวย่นจากวัยที่มากขึ้น และป้องกันภาวะเสื่อมของเซลล์ได้ โดยในบางประเทศ ได้นำมาใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับคนชราที่มีปัญหาความจำเสื่อม หรือภาวะอัลไซเมอร์ และยังส่งเสริมให้วิตามินซี และวิตามินอี ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และทำงานได้เต็มที่มากขึ้น
  3. กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย (Immune Enhancer) ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยกระตุ้น การทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิดเพื่อให้ร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอมรวมทั้งเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้ กลูต้าไธโอน ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีน มีรายงานการวิจัยทางการแพทย์หลายที่ ได้นำสาร Glutathione มาฉีดให้กับคนไข้โรคเอดส์ เพื่อเพิ่มระดับ CD4 ให้สูงขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรง และลดอุบัติการณ์การติดเชื้อแทรกซ้อน
  4. ทำให้สีผิวขาวขึ้นได้ โดยอาศัยกลไกการทำงานที่มีคุณสมบัติในการไปยับยั้งการทำงานของ Tyrosinase ทำให้ Tyrosine ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็น DOPAquinone เป็นสารต้นแบบของ Dopachrome, DHI….Pheomelanin,Eumelanin (ซึ่งกลุ่มนี้เป็นสารที่ทำสีผิวคล้ำ ผลลัพธ์ คือทำให้สีผิวขาวขึ้นได้ระดับหนึ่ง แต่ก็เกิดขึ้นไม่ถาวร

จากคุณสมบัติของการเป็น Whitening ของสาร Gluthathione นี้เอง ทำให้ได้มีการทำการสังเคราะห์สารตัวนี้ขึ้นมาทางกรรมวิธีทางเคมี เรียกว่าสาร L-Glutathione ซึ่งก็คือ Glutathione นั่นเอง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือไม่ได้จากการสกัดจากพืชพรรณธรรมชาติ โดยอาจจะอยู่ในรูปของอาหารเสริม ยาฉีด หรือตัวยาที่นำผสมกับไวเทนนิ่งตัวอื่นๆ เป็นคอกเทล แล้วนำมาฉีดด้วย เทคนิค Mesotherapy

ปัจจุบันในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อเมริกา และบางประเทศในแถบยุโรป ได้มีผลิตภัณฑ์ที่ทำให้สีผิวขาวขึ้นได้และเป็นที่ยอมรับกันก็ มีมากมายหลายตัว เราเรียกสารกลุ่มนี้ว่า Whitening Agents ซึ่งในรายละเอียดและกลไกการยับยั้งการสร้างเม็ดสี ของแต่ละตัว ก็ได้เขียนบทความไว้ให้แล้วที่  แต่ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปสารผสมหลายตัว ทั้งในรูปของครีมทาผิว และครีมรักษารอยด่างดำ หรือฝ้า กระ

ส่วนที่ผลิตออกมาในรูปของอาหารเสริม หรือกลุ่มยาฉีด ที่ช่วยเรื่องสุขภาพ Detox,anti-oxidants,เพิ่มภูมิต้านทานโรค และปรับสีผิวให้ขาวทั้งตัว ก็มีการนำออกมาจำหน่ายในท้องตลาดในต่างประเทศ และได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย เช่นในญี่ปุ่น ก็น่าจะเป็น Glutathione , Vit C และสารสกัดจากเปลือกสนฝรั่งเศส โดยมีรายละเอียดของกลไกการทำงานดังนี้ 213_1

  1. ในรูปของอาหารเสริม Glutathione มักจะไม่มีวางจำหน่ายเดี่ยวๆ มักจะผสมในรูปของอาหารเสริมที่ประกอบด้วยวิตามินซี และสารสกัดจากเปลือกสน เพื่อสะดวกในการรับประทาน โดยพบว่าขนาดยาที่แนะนำให้รับประทานที่เหมาะสม และทำให้สีผิวขาวทั้งตัวได้ คือ ปริมาณGlutathione 250-500 มก.ต่อวัน + Vit C 2,000-3,000 มก.ต่อวัน โดยมีรายงานวิจัย พบว่า glutathione ควรแบ่งกินขนาด 250 mg เช้า –เย็น ก่อนอาหาร โดยจะให้ผลในเรื่องการดูดซึมที่ดี เพราะถ้าทานหลังอาหาร อาจจะมีผลต่อการดูดซึมได้ บางรายงาน แนะนำให้ทาน N-Acetyl -Cysteine(NAC) แทน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของกลูต้าไธโอน และดูดซึมได้ดีกว่า ตัวกลูต้าไธโอนเอง โดยร่างกายจะนำไปสร้างสารกลูต้าไธโอนภายหลัง และควรจะทานควบคู่กับวิตามินซี เพราะจะเสริมฤทธิ์กันทำให้ได้ผลมากขึ้น เนื่องจากตัวกลูต้าเอง ดูดซึมไม่ดีนัก จึงไม่แนะนำให้ทานเกินวันละ 250 มก. มากกว่านี้ถือว่าไร้ประโยขน์ ร่างกายจะขับออกหมด การแก้ไขปัญหา จึงควรจะแบ่งเวลารับประทานให้บ่อยขึ้น ส่วนถ้าจะกิน vit E ร่วมด้วยก็ได้ครับ เพราะจะไปช่วยให้vit c ทำงานดีขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับ งบประมานด้วย พบว่าหลังรับประทานจะเริ่มเห็นผลการเปลี่ยนแปลงภายใน 3-4 เดือน แต่ควรจะรับประทานต่อเนื่อง เพราะผลที่ได้ไม่ถาวร เนื่องจากปัจจัยการเปลี่ยนสีผิว ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ ทั้งภายในร่างกายเอง หรือภายนอกร่างกาย เช่น แสงแดด เป็นต้น Clinicneo0032
  2. ในรูปของยาฉีด ถือว่าดูดซึมและได้ผลที่สุด เพราะตัวยาไม่ต้องผ่านขบวนการดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งปัจจุบันในต่างประเทศ บางประเทศ  (ยกเว้นประเทศไทย ที่ยังไม่อนุญาตให้ฉีดได้ ) ได้มีการนำ Glutathione 600 มก. มาผสมกับวิตามินซี 2,000 มก. นำมาฉีดเข้าเส้นเลือดและเข้ากล้าม พบว่าจะทำให้ได้ผลในเรื่องสีผิวได้เร็วขึ้น ภายใน 1-2 เดือน โดยนำมาฉีดทุกอาทิตย์ การฉีดทั้งสองวิธี จะได้ผลพอๆ กัน แต่นิยมฉีดเข้าเส้นเลือดมากกว่า เพราะไม่ค่อยเจ็บมากนัก แต่ในรายที่เส้นเลือดเปราะบาง หรือหาเส้นเลือดยาก อาจจะใช้วิธีแบ่งฉีดเข้ากล้ามเนื้อ( สะโพก) แทน ซึ่งจะเจ็บมากกว่า ก็แล้วแต่จะเลือกวิธีใดนะครับ

ผลข้างเคียงของการใช้สาร Glutathione 

– สีผิวขาวขึ้น จากผลของการใช้สารกลูต้าไธโอนไปนานๆ โดยไปหยุดการสร้างเอ็นไซม์เม็ดสีที่เป็นธรรมชาติของคนผิวเอเชีย ที่เป็นสีคล้ำ ทำให้ผิวคนเอเชียจากที่เคยกรองแสงอัลตร้าไวโอเลตได้มากก็ทำให้กรองได้ลดลง ทำให้ผิวจะไวต่อรังสียูวีมากขึ้น และได้รับอันตรายมากขึ้นจากแสงแดด ทำให้เกิดฝ้า กระ หรือมะเร็งผิวหนังได้ง่ายขึ้น เหมือนคนผิวขาวทางตะวันตกที่มีอุบัติการณ์นี้ได้มากกว่าคนแถบตะวันออก
– กรณีที่ฉีดเข้าเส้นเลือด เพื่อหวังผลให้ได้มากขึ้น เร็วขึ้น อาจจะเกิดการแพ้ได้อย่างรุนแรง ถึงกับเสียชีวิตได้
– อาจจะทำให้จอประสาทตาไวต่อแสงมากขึ้น ทำให้การมองเห็นผิดปกติได้

แม้ว่าวิวัฒนาการทางการแพทย์จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และก้าวหน้ามากขึ้น ข่าวสารจากต่างประเทศ สามารถสื่อกันได้ง่ายขึ้น จึงทำให้บางครั้งหลักฐานทางวิชาการ หรืองานวิจัยบางอย่าง อาจจะมีการนำเสนอออกมาทันท่วงทีเพื่อให้ทันสมัยทันเหตุการณ์ แต่ก็อาจจะไม่สอดคล้องกับระเบียบปฏิบัติ และข้อบังคับของประเทศนั้นๆ ดังนั้นทั้งผู้ที่ได้รับรู้ ผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ควรจะศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนจะตัดสินใจนะครับ

เรียบเรียงใหม่โดย นพ.จรัสพล รินทระ
Update ข้อมูลล่าสุด………………………….29 November,2007

โดย นพ.จรัสพล รินทระ วันที่