| [หน้าที่]
1
[2]
[3]
[4]
[5]
|
| รหัสบทความที่ # [ 311 ] |
| บทความเรื่อง # Carboxytherapy นวัตกรรมการขจัดไขมันเฉพาะที่ เซลลูไลท์ รักษารอยแตกลาย |
 |
ปํญหาไขมันส่วนเกิน หรือ เซลลูไลท์ (Cellulite) เป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก สำหรับผู้ที่รักสวยรักงาม และต้องการดูแลรูปร่างให้ดีอยู่เสมอ
แต่เมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิง มักจะพบว่ามีไขมันส่วนเกิน หรือเซลลูไลท์ที่ไม่ต้องการ หนาเพิ่มตัวขึ้นเรื่อยๆ ตามน้ำหนักตัว
ดังนั้นจึงได้มีการคิดค้นเครื่องมือใหม่ๆ
ขึ้นมา |
เพื่อจะกำจัดเซลลูไลท์ ซึ่งคือ ก้อนไขมันใต้ผิวหนังที่ทำให้ผิวหนังแลดูตะปุ่มตะป่ำเหมือนเปลือกผิวมะกรูด
ให้ลดลงและเรียบเนียนขึ้น
สาเหตุของการเกิดเซลลูไลท์ เชื่อว่าเกิดจากการที่ไขมันเคลื่อนตัวสูงขึ้นมาอยู่ในชั้นของผิวหนัง หรือเกิดจากการที่มีการไหลเวียน
ของระบบเลือดในบริเวณนั้นลดลง
การคั่งของน้ำเหลือง และฮอร์โมนที่ไม่สมดุลย์
เหตุผลที่ไขมันส่วนนี้ดูเป็นก้อนตะปุ่มตะป่ำ เพราะไขมันใต้ผิวหนังบางครั้งมีจำนวนมากจนกลายเป็นก้อนไขมัน
ซึ่งแต่ละก้อนจะมีเปลือกเหนียวๆ หุ้ม ทำให้แลดูภายนอกเห็นเป็นลอนๆ ของก้อนไขมัน
บริเวณที่มีการสะสมของเซลลูไลท์มากก็คือ บริเวณต้นขา
ต้นแขน หน้าท้อง รอบเอว และสะโพก เราสามารถตรวจสอบเซลลูไลท์
ด้วยตัวเองโดยใช้วิธีง่ายๆ คือหงายท้องแขนแล้วใช้มืออีกข้างบิดแขน
ถ้าพบกับผิวหนังที่มีลักษณะขรุขระเป็นก้อนคล้ายผิวส้ม
นั่นคือเซลลูไลท์ ซึ่งจะไม่เรียบเนียนเหมือนไขมันทั่วไป
Carboxytherapy เป็นเครื่องมือที่นำมาทำการรักษาและขจัดไขมันส่วนเกิน หรือเซลลูไลท์แบบใหม่
โดยการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์
เข้าไปที่ชั้นไขมัน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นเทคนิคที่ง่าย สะดวกสบายและมีประสิทธิภาพสูงในการลดไขมันเฉพาะที่
ขจัดเซลลูไลท์ รอยแตกลาย
และความหย่อนคล้อยของผิวหนังได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังพบว่า การทำ Carcoxy therapy โดยการฉีดกาซ CO2 ปริมาณไม่มาก ประมาณ 2-4 ซีซีที่ขอบตาล่าง จะลดรอยคล้ำรอบดวงตา จากปัญหาขาดออกซิเจน และเพิ่มการไหลเวียนโลหิตรอบดวงตาให้เพิ่มขึ้น จึงลดรอยดำคล้ำได้เช่นกัน
เทคโนโลยีนี้ แพทย์จากประเทศฝรั่งเศส
คือกลุ่มแรกที่มีการนำมาใช้เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1932 และขยายความนิยมสู่อิตาลี ในปี ค.ศ.1990 จากนั้น ก็ได้รับการยอมรับและนิยมใช้อย่างแพร่หลายทั้ง
ในเอเชียและยุโรป
หลักการทำงานของ Carboxytherapy
- ก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่ฉีดเข้าไป ( โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ที่ใช้เป็นก๊าซบริสุทธิ์ ในวงการแพทย์ใช้อยู่แล้วในการฉีดเข้าช่องท้อง
ในขณะส่องกล้องตรวจอวัยวะภายใน จึงไม่มีอันตรายแต่อย่างใด เพราะละลายน้ำได้ดีและสลายตัวอย่างรวดเร็ว)
ก๊าซจะละลายกับน้ำอย่างรวดเร็ว
ทำให้เกิดเป็นกรดคาร์บอนิค
แล้วมีการปล่อยออกซิเจนจาก Hemoglomin mark ทำให้แคลเซียมไปจับกับกรดคาร์บอนิค ทำให้เกิดการขยายตัวของหลอดเลือด
แล้วเข้าไปทำลายเซลล์ไขมันให้แตกออก จึงกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน และเกิดเส้นเลือดใหม่ขึ้นมา
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ จะทำงานแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้
1. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ จะทำหน้าที่กำจัดและทำลายเซลล์ไขมันได้เป็นอย่างดี
2. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะทำหน้าที่เพิ่มการไหลเวียนของเลือดได้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้เกิดการเผาผลาญของเสียออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ มากขึ้น พร้อม ๆ กัน และ การเกิดขบวนการ LYPOLYSIS หรือการกระตุ้นการนำพาไขมันส่วนเกินออกไป ก็จะเพิ่มขึ้น สอดคล้องกัน
ประโยชน์ของการรักษาด้วยเทคนิค Carboxytherapy
ลดปัญหาเซลลูไลท์ สลายไขมันเฉพาะจุด ขจัดผิวส้ม ไม่ว่าจะเป็น น่อง ท้องแขน ต้นขา สะโพก หรือหน้าท้อง รอยแตกลายและ
ความหย่อนคล้อยที่ไม่พึงปรารถนา
อย่างง่ายดาย
การเตรียมตัวในการทำ Carboxytherapy
1. ควรสำรวจตัวเองว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ เพราะในผู้ป่วยปัญหาทางจิตเวช
ผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเลือด
หรือคนที่รับประทานยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น Coumadin อาการแพ้ถุงมือ
หรือผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ
เพราะอาจทำให้อาการดังกล่าวแย่ลงได้
2. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหลังทำอาจจะทำให้รู้สึกง่วงนอน หรือหายใจลึกขึ้น
3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ งดทานยาแก้หวัดหรือยาลดน้ำมูก เพราะทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายลดลง อาจจะทำให้รู้สึกเพลียได้
ขั้นตอนและวิธีการในการทำ Carboxytherapy
- เมื่อทำความสะอาดผิวแล้ว ก็จะใช้เข้มขนาดเล็กมากเพียง 0.3 มิลลิเมตร ผ่านเข้าไปในชั้นไขมัน โดยไม่ต้องทายาชา
เพราะไม่เจ็บมาก จากนั้นจะค่อยๆ
ปล่อยก๊าซเข้าไปในบริเวณที่ต้องการ ด้วยปริมาณที่เหมาะสมต่อบริเวณนั้นๆ เช่น ใต้คาง 50 ซีซี
หน้าท้อง 100-500ซีซี เป็นต้น ขณะที่เครื่องมือค่อยๆ
ปล่อยก๊าซเข้าไปเรื่อยๆ ผู้รับบริการจะรู้สึกตึงๆ บริเวณที่ฉีด บริเวณที่ฉีดอาจรู้สึกอุ่นเล็กน้อยประมาณ 10-20 นาที
เนื่องจากมีการเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
ซึ่งในบางคนก็อาจจะรู้สึกเจ็บ ควรจะแจ้งกับแพทย์หรือพนักงานที่ทำให้ปรับระดับความเจ็บให้ลดลงได้
(ในเครื่องรุ่นใหม่จะมีปุ่มปรับดังกล่าว ที่เรียกว่า
RPR = Ramp Pain Reduction เช่น ยี่ห้อ Carbonnique )
ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปในไม่กี่นาที
ในบางคนอาจจะสามารถคลำได้เสียงเหมือนมีก๊าซอยู่ใต้ผิว (cracking) แต่จะหายไปในเวลา 1ชั่วโมง และควรนวดเบาๆ หลังฉีดร่วมด้วย
เพื่อให้ก๊าซกระจายอย่างสม่ำเสมอ หลังทำไม่จำเป็นต้องพักฟื้น สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ การทำต่อครั้งใช้เวลาประมาณ 5-30 นาที
แล้วแต่บริเวณที่ทำ
ควรทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ประมาณ 5-10 ครั้ง และเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเมื่อทำติดต่อกัน 5 ครั้งขึ้นไป
โดยส่วนใหญ่จะพบว่าไขมันลดลงได้ประมาณ 30%
แต่ส่วนใหญ่หลังทำประมาณ 10-15 ครั้งจึงจะสังเกตเห็นความแตกต่างลดลงได้ชัดเจน
ผลข้างเคียงและข้อแนะนำหลังทำ Carboxytherapy
หลังฉีด อาจจะรู้สึกเมื่อยหรือรู้สึกตึงๆ บริเวณที่ฉีด ในบางคนอาจจะพบรอยช้ำจากเข็มที่ฉีดได้ อาจจะอ่อนเพลีย ง่วงนอน
หรือหายใจลึกกว่าปกติ
จึงไม่ควรขับยวดยนต์กลับทันที ควรพักให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นก่อน ในวันต่อมา ควรนวดด้วยครีมลดไขมันเฉพาะส่วนเป็นประจำ
ควบคุมอาหาร
และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันมิให้เกิดจากสะสมของไขมันส่วนเกินขึ้นมาอีก
การศึกษาเรื่อง Carbon Dioxide Therapy in the Treatment of Localized Adiposities: Clinical Study and Histopathological Correlations(2)
ในการศึกษานี้ใช้ carbon dioxide (CO2) therapy ในการรักษาผู้หญิง 48 คน ที่มีไขมันสะสมบริเวณต้นขา หัวเข่า และ/หรือหน้าท้อง โดยใช้ เครื่องมือ คือ Carbomed Programmable Automatic Carbon Dioxide Therapy ซึ่งคาดว่าการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดการสลายของไขมัน การศึกษานี้มุ่งหมายที่จะหาผลของการรักษาและผลข้างเคียงต่อการรักษาไขมันเฉพาะส่วน วัดผลการรักษาโดยดูการลดลงของเส้นรอบวงบริเวณดังกล่าว วัดผลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีผลต่อการไหลเวียนของเลือดโดยดูการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณเลเซอร์และวัดความดันของก๊าซออกซิเจน นอกจากนี้ยังทำการตัดชิ้นเนื้อของผู้หญิงจำนวน 7 คน ก่อนและหลังการรักษาเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงทั้งในเนื้อเยื่อไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
ผลการศึกษา พบผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อย และทุกอาการสามารถหายไปในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งมีรายงาน ดังนี้
- พบว่ามีรอยแตกใต้ผิวหนังในผู้ป่วยทุกคน ซึ่งจะพบในชั่วโมงแรกของการรักษาเท่านั้น
- 30% ของผู้ป่วยพบก้อนเลือดขังเล็กน้อย จากการฉีดยาและจะค่อยๆหายไปเองโดยไม่ทำให้เกิดแผลเป็น
- 70% ของผู้ป่วยรู้สึกปวดบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะเกิดในระยะเวลาสั้นๆและไม่รุนแรง
ผลการรักษา
- พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณเลเซอร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการรักษา (บ่งชี้ว่าการรักษาช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดบริเวณเส้นเลือดเส้นเล็ก ๆ)
- พบว่าความดันของก๊าซออกซิเจนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังการรักษา
- จากการวัดเส้นรอบวงของต้นขา หัวเข่า และหน้าท้อง ก่อนและหลังการรักษา พบว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- จากการดูชิ้นเนื้อที่ตัดออกมาด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบว่าเนื้อเยื่อไขมันแตกออกและปลดปล่อย triglyceride ออกมา
- พบว่าผิวหนังชั้น dermis(ชั้นหนังแท้) หนาขึ้น เมื่อได้รับการรักษา และพบว่า collagen มีการกระจายตัวมากขึ้น
การศึกษานี้สรุปผลว่า carbon dioxide (CO2) therapy มีประสิทธิภาพในการลดไขมันเฉพาะส่วน และไม่พบว่าทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการรักษาที่รุนแรง
สำหรับในประเทศไทย การสลายไขมันด้วยวิธี คาร์บ๊อกซี่เธอราปี ได้มีการนำเข้ามาใช้แล้วในวงการแพทย์ไทย และเริ่มรู้จักกันอย่าง
แพร่หลาย เนื่องจากเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ไขมันที่พอกพูนหดหายไปได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย
ซึ่งนับเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนอ้วนที่รักสวยรักงามในยุคนี้ และคาร์บ๊อกซี่เธอราปี เป็นวิทยาการกำจัดไขมันส่วนเกิน ที่ไม่มีอันตรายเหมือนการดูดไขมันที่เป็นข่าวครึกโครมกันบ่อยครั้ง และถ้าทำควบคู่กับการรักษาด้วย RF หรือ การเข้าตู้อบสลายไขมันด้วย อินฟาเรด ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการปรับรูปร่าง (Body contuourting ) ให้สมส่วนมากขึ้น ดูตัวอย่างขึ้นตอนการรักษาได้ที่นี่ http://www.clinicneo.co.th/2007/newservice/service5.htm
เรียบเรียงและค้นคว้าโดย นพ.จรัสพล รินทระ .........................................18 January,2007
|
|
ตัวอย่างภาพประกอบ
|

ภาพประกอบก่อน-หลังการสลายเซลลูไลท์ด้วย Carboxytherapy
|
คะแนนจากการโหวต
: 7267 คะแนน |
จำนวนผู้โหวต
: 3787 คน |
|
ขอเวลาเป๊ป.......หนึ๊ง!!!!
โหวตให้หน่อยน๊า............. |
|
|
|
|
|
| [หน้าที่]
1 [2] [3] [4] [5] |
|
 |
|
|
| |
 |
ถ้าท่านมีปัญหาอ้วน ไขมันส่วนเกิน เซลลูไลท์ ท่านเลือกลดไขมันอย่างไร
|
|
|
|
|
|
|
 |
| |
|
ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย
ทานยาลดน้ำหนัก
ฉีดสลายไขมัน
เลเซอร์สลายไขมัน
ผ่าตัดดูดไขมัน
|
|
|
| |
|
|