ปัจจัยของเลเซอร์ที่มีผลต่อการรักษา คืออะไรบ้าง - Clinic Neo
TEL : 02-399-3390-1
E-MAIL : [email protected]

เวชศาสตร์ความงาม

ปัจจัยของเลเซอร์ที่มีผลต่อการรักษา คืออะไรบ้าง

354_2

โลกเราในปัจจุบันนี้ มีองค์ความรู้หรือศาสตร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นกันอย่างมากมาย และต่อเนื่อง ในเกือบทุกสาขาวิชาชีพ ต่างมีการพัฒนากันอย่างไม่หยุดยั้ง ในยุคหนึ่ง อาจจะมีข้อมูลแบบหนึ่ง แต่ต่อมาก็มีข้อมูลใหม่ ๆ มาทำให้ผลพิสูจน์ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ ซึ่งผู้เขียนอยากจะแนะนำหรือให้ข้อคิดแต่ทุกท่านว่า เมื่อใดที่เราติดตามข้อมูลบางอย่าง ต้องสังเกตให้ดีกว่าข้อมูลที่ได้มานั้น ณ เวลาใด เพราะในอนาคต อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดการขัดแย้งกับข้อมูลที่เคยรู้มาได้ ตามยุค ตามสมัย ที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

Laser( เลเซอร์) ในแวดวงความงามก็เช่นเดียวกัน เมื่อสิบกว่าปีก่อน อาจจะมีเลเซอร์ด้านความงามไม่กี่ชนิด แต่ในเวลาไม่กี่ปี ก็มีเลเซอร์ตัวใหม่ๆ ออกมาสู่ท้องตลาด หลากหลายยี่ห้อ หลายแบบ และก็มีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายท่าน แม้แต่บุคลากรทางการแพทย์เอง ถ้าไม่ติดตามข่าวสารโดยละเอียด และต่อเนื่อง ก็อาจจะตกยุค หรือเกิดความสับสนกันได้ และจากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง ก็เคยมีปัญหาแบบนี้มาก่อน จึงมีความคิดว่า เราน่าจะรวบรวมสาระสำคัญหลักๆ ของเลเซอร์ด้านความงาม อย่างง่ายๆ มาให้ทุกท่านได้พิจารณา ก่อนจะตัดสินใจเลือกการรักษาด้วยเลเซอร์ชนิดใดๆ เพื่อการหวังผลที่ดีที่สุด และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด

laser ย่อมาจาก Light Amplification by Stimulated Emission of Radiations ซึ่งมีคุณสมบัติที่ไม่เหมือนกับแสงทั่วๆไป คือ เลเซอร์เมื่อทำงาน จะมีพาพลังงานจำนวนมากไปด้วย ทำให้สามารถผลิตความร้อนได้ในปริมาณมากด้วยเช่นกัน สมบัติเด่น 4 ประการของแสงเลเซอร์ คือ

  1. มีทิศทางเดียวแน่นอน ( Collimated)
  2. มีความถี่เดียว เป็นแสงสีเดียว ( Monochromatic)
  3. มีเฟสเดียวกัน และ มีหน้าคลื่นเดียว (Coherent)
  4. มีความเข้ม/จ้าสูง  laser1

เลเซอร์แต่ละชนิดจะมีต้นกำเนิดของพลังงานลำแสงที่แตกต่างกัน จึงมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยปัจจัยหลักที่แพทย์จะเลือกเลเซอร์ประเภทใด มาใช้ในการรักษาปัญหาด้านผิวหนัง หรือด้านความงาม จึงต้องเลือกจากปัจจัยหรือคุณสมบัติของเลเซอร์นั้นๆ ให้เหมาะสม หรือ พูดง่าย ถ้าจะรักษาด้วยเลเซอร์แล้ว คุณภาพหรือประสิทธิภาพและประสิทธิผลจะได้ผลดีเพียงใด น่าพอใจมากน้อยแค่ไหน นอกจากยี่ห้อของเครื่องที่ได้มาตรฐานสากลแล้ว ยังต้องมีปัจจัยอื่นๆ อีก ดังนี้

354_3

  1. Wavelenth ( ความยาวช่วงคลื่น ) : มีหน่วย เป็น นาโนเมตร(nm) ส่วนตัวผู้เขียน ถือว่าเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดของเลเซอร์แต่ละประเภท เพราะความยาวช่วงคลื่น จะตัวกำหนดในเรื่องของการยิงเลเซอร์ไปยังเป้าหมายหรือปัญหาของผิวพรรณ ได้ถูกต้องและได้ผล หรือไม่ เพราะหลักการทำงานพื้นฐานของแสงแต่ละช่วงคลื่น จะมีการดูดซึม ( absorb ) พลังงานที่เป้าหมาย ( targets ) แตกต่างกัน ซึ่งจะเรียกว่า Chormophores เช่น กลุ่มเลเซอร์ที่จะรักษาเส้นเลือดได้ดี จะต้องมีช่วงคลื่นระหว่าง 532-694 nm ยกตัวอย่างเลเซอร์ประเภทนี้ เช่น Pulses Dye Laser 585 nm ( V-Beam ), Ruby Laser 695 nm , IPL 590 nm หรือ ถ้าจะรักษาเม็ดสีผิวเมลานินที่ผิดปกติ เช่น รักษารอยดำ ฝ้า กระ รอยสัก ปานดำ ปานแดง กลุ่มเลเซอร์ที่จะรักษาได้ดี จะต้องมีช่วงคลื่นระหว่าง 510-1064 nm ยกตัวอย่างเลเซอร์ประเภทนี้ Q-Switch Nd:YAG ( Medlite C6, Revlite ),IPL 510-550 nm เป็นต้น จึงทำให้บางท่าน แบ่งประเภทของเลเซอร์ตามคุณสมบัติของ Wavelenth ( ความยาวช่วงคลื่น ) ตามที่ผู้เขียนได้เขียนบทความไว้แล้วที่นี่ http://www.clinicneo.co.th/2007/detailcolumn.php?grp=9&sdata=&col_id=315
    อีกอย่างที่ควรทราบก็คือ ยิ่งช่วงคลื่นที่มากเท่าไหร่ ก็จะมีโอกาสลงลึกลงไปที่ผิวหนังมากเท่านั้น และก็มีโอกาสทำลายชั้นผิวหนังได้ลึกกว่า เลเซอร์ที่มีช่วงคลื่นน้อยกว่า แม้จะได้ผลมากกว่า แต่ก็มีผลข้างเคียง เกิดรอยดำ หรือแผล เป็นได้มากกว่า เช่น เลเซอร์รักษารอยหลุมที่มี ความยาวช่วงคลื่น 10,600 nm ( Fractional CO2 Laser ) ก็จะทำลายผิวหนังได้ลึกกว่า เลเซอร์ความยาวช่วงคลื่น 1550 nm ( Fractional Erbium Laser เช่น ยี่ห้อ Fraxel ,Fine Scan 1550 ) โดยเฉพาะในคนสีผิวเข้ม เช่น คนเอเซีย หรือคนผิวดำ โอกาสจะเกิดรอยดำจากเลเซอร์กลุ่มความยาวช่วงคลื่นมากๆ เช่น กลุ่ม CO2 Laser ก็จะยิ่งมีโอกาสมากกว่าคนผิวขาว gentle yag pro 3wavelength
  2. Fluence ( พลังงาน ) : มีหน่วยเป็น จูลหรือมิลลิจูล( J/mJ ) โดยเมื่อแพทย์เลือกช่วงคลื่นของเลเซอร์ที่เหมาะสมแล้ว ต่อมาแพทย์จะเลือกพลังงานในการยิงเพื่อทำลายเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งถ้าใช้พลังงานมาก ก็ได้ผลมากกว่า แต่ก็เกิดผลข้างเคียงได้มากกว่า ตรงนี้แหละ คือความชำนาญและประสบการณ์ของแพทย์ที่ทำเลเซอร์ แต่ละคน จะเลือกพลังงานในการยิงให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของคนไข้ และสีผิวของคนไข้ โดยถ้าพลังงานมาก ก็เกิดผลข้างเคียงมาก สีผิวเข้ม ก็เกิดผลข้างเคียงมากกว่าสีผิวอ่อนกว่า
  3. Pulse Duration ( ระยะเวลาในการยิงแต่ละครั้ง ) : มีหน่วยเป็น วินาที(sec) ถ้าใช้ระยะเวลาในการยิงต่อ Shots นาน ก็จะได้พลังงานมาก ได้ผลดี แต่ก็มีผลข้างเคียงมาก ดังนั้น แพทย์อาจจะต้องเลือกให้เหมาะสมเช่นกัน ดังนั้น เลเซอร์บางเครื่อง ก็สามารถแบ่งระยะเวลาการยิงเป็น Single/Double/Triple Pulses โดยเว้นช่วงการยิงแต่ละครั้ง เพื่อให้ผิวหนังเย็นลง ที่เรียกว่า Thermal Relaxation Time(TRT) แล้วก็ยิงต่อเพื่อให้ได้พลังงานเพียงพอที่ต้องการ แต่มีความร้อนสะสมน้อย หรือย่นระยะเวลาการยิงแต่ละครั้งลง เพื่อลดผลข้างเคียงจากเลเซอร์ LDT_graph12
  4. Spot size ( ขนาดหัวยิง ) : ถ้าขนาดใหญ่ พลังงานก็ลงได้ลึก ลดการกระจายของพลังงานไปยังที่ที่ไม่ต้องการได้น้อยลง สามารถกำหนดบริเวณยิงได้ทั่วถึงและแม่นยำ และก็ไม่ต้องใช้ช็อตในการยิงมาก ประหยัดเวลา ซึ่งบางคนเข้าใจผิด ชอบถามกันบ่อยๆ ว่า ยิงกี่ช็อต คิดว่าจำนวนยิ่งมาก ยิ่งดี แต่ไม่ได้คำนึงว่าเลเซอร์บางยี่ห้อ Spot size หรือหัวยิงใหญ่ ยิงไม่กี่ช็อตก็ทั่วหน้าแล้ว เพราะคนเรา ส่วนมากจะพิจารณาจากปริมาณมากกว่าคุณภาพ นั่นเอง ในความเห็นส่วนตัวผู้เขียน ชอบยิงเลเซอร์ที่มี Spot size ( ขนาดหัวยิง ) มากกว่า ประหยัดเวลาทั้งคนไข้และแพทย์ที่ทำ และผลการกระจายพลังงานของเลเซอร์ได้ทั่วถึงและเนียนกว่า ไม่มีการกระจายลำแสง (scatter ) ไปที่จุดใดจุดหนึ่ง มากเกินไป หรือบางจุดน้อยเกินไป laser 3
  5. Cooling System (ระบบการให้ความเย็น ) : อันนี้คงอธิบายได้ไม่ยาก เพราะพลังงานจากเลเซอร์ ก็มีความร้อนเกิดขึ้น ดังนั้น ก่อนจะยิงเลเซอร์ ต้องเตรียมผิวหนังคนไข้ให้พร้อม เช่นอาจจะแปะหรือทายาชาทิ้งไว้ให้ชา หรือทำให้ผิวหนังของคนไข้มีความเย็นระดับหนึ่ง เพื่อมิให้เจ็บเกินไป ระหว่างที่ทำ หรือ มิให้ผิวหนังบริเวณที่ยิงเกิดรอยไหม้จากความร้อนของเลเซอร์ ซึ่งอาจจะมีหลายแบบ เช่น การใช้เจลเย็นทาก่อนยิง IPL,การใช้หัวยิงเลเซอร์ที่มีระบบ cooling อยู่แล้ว เช่น กลุ่มหัว Saphire,Copper แบบ Cryotherapy หรือการพ่นไอเย็นจัด ระหว่างทำ เช่น เครื่อง Cooling Jet Cooling System
  6. Scanner Type (การปรับลำแสงเลเซอร์ ) : จริงๆ จะมีในเลเซอร์บางประเภท เช่น กลุ่ม Fractional Laser เพราะจะเป็นการยิงลำแสงเป็นรูเล็กๆ โดยผ่านเครื่องกรองเลเซอร์ ซึ่งมีหลายแบบ ตั้งแต่เริ่มแรกที่ใช้ตะแกรงกรองเลเซอร์ให้ผ่านเป็นรูเล็ก ๆจนพัฒนาเป็นเครื่อง scanner ที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวณ ซึ่งก็มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จาก Single scanner ในเครื่อง Fraxel จนมาเป็น Dual Scanner ในเครื่อง Fine Scan 1550 รุ่นหลังๆ เพราะการยิ่งทำให้การกระจายของลำแสงเลเซอร์ละเอียดเท่าไหร่ กระจายตัวทั่วๆ ไป มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ความร้อนสะสมเฉพาะจุดน้อยลง (MTZ =Microthermal necrotic Zone) น้อยลง โอกาสเกิดรอยดำหรือผลข้างเคียงยิ่งน้อยลง scanner

354_4

ดังนั้น รพ.หรือคลินิกด้านความงาม ที่ทำการรักษาด้วยเลเซอร์ จำเป็นต้องมีเครื่องเลเซอร์ไว้หลายประเภท แต่ละประเภทจึงมีลักษณะ เฉพาะ แตกต่างกัน ไม่สามารถใช้เลเซอร์เครื่องเดียว รักษาปัญหาผิวพรรณได้ทุกชนิด แพทย์จะต้องเลือกชนิดของเลเซอร์ให้เหมาะสมกับสภาพปัญหา ที่สำคัญ สิ่งที่ควรรู้ก่อนจะตัดสินใจไปทำเลเซอร์ก็คือ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำเลเซอร์แล้วได้ผลดีเหมือนกันหมด เพราะมีข้อจำกัดหลายอย่าง ที่อาจทำให้การทำเลเซอร์กับคนหนึ่งอาจไม่ได้ผลดีเท่ากับอีกคน อันได้แก่

– การทำเลเซอร์ทั่วไป คนผิวขาวจะเห็นผลดีและชัดเจนกว่าคนผิวคล้ำ และคนที่มีริ้วรอยมาก ทำแล้วก็จะเห็นผลชัดเจนกว่าคนที่มีริ้วรอยน้อย
– คนผิวคล้ำ อาจมีความเสี่ยงของผลข้างเคียงจากการทำเลเซอร์มากกว่าผิวขาว เช่น อาจเกิดรอยดำที่ผิวหลังการทำ ที่เรียกว่าอาการ hyper pigmentation หรือเกิดรอยไหม้ของผิวได้ และในทางกลับกัน คนผิวขาวเมื่อทำเลเซอร์ ก็อาจเกิดอาการ hypo pigmentation หรือสภาวะผิวขาวมากกว่าปกติขึ้นได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากเป็นเลเซอร์แบบที่ทำแล้วเกิดแผล
– การทำเลเซอร์กับผิวรอบดวงตาบ่อยๆ หรือใช้พลังงานมากเกินไป อาจทำให้เกิดสภาวะการดึงรั้งของตา ทำให้หลับตาได้ไม่เต็มที่ขึ้นได้

หลังการทำก็อาจมีอาการบวมแดงของผิวหรือแสบร้อนได้ ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ผิวจึงจะกลับคืนสู่สภาพปกติซึ่งก็อยู่ที่การดูแลรักษาหลังการทำด้วย และควรหลบแดดให้มากที่สุดหลังจากที่ทำเลเซอร์มาแล้ว ที่สำคัญ ควรจะมาพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามผลการรักษา และแก้ไขปรับเปลี่ยนแนวทางการรักษาในครั้งต่อๆ ไป ให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละคนมากที่สุด (Individual Evaluations)

เรียบเรียงและค้นคว้าโดย นพ.จรัสพล รินทระ

โดย นพ.จรัสพล รินทระ วันที่