TEL : 02-399-3390-1
E-MAIL : clinicneo@hotmail.com

หมวดสิว

รอยหลุมสิว กับการรักษาในปัจจุบัน

acne scar1

ปัญหาแผลเป็น รอยหลุมสิว มักเกิดจากสาเหตุการมีปัญหาสิวอักเสบมาก่อน เมื่อแตกหรือยุบตัว ก็เกิดรอยหลุมขึ้น ซึ่งมักจะเกิดจากสิวอักเสบขนาดใหญ่แตกและยุบตัวอย่างรวดเร็ว(แม้จะไม่ได้กดหรือบีบเอง) หรือสิวอุดตันหรือสิวอักเสบขนาดเล็ก ที่รักษาไม่ถูกวิธี มีการกดหรือบีบสิวอย่างผิดวิธี

การป้องกัน: เมื่อเกิดปัญหาสิวบนผิวหน้า ควรพบแพทย์ผิวหนังตั้งแต่แรกที่เกิดขึ้น เพื่อมิให้เกิดผลแทรกซ้อน หรือร่องรอยของโรคหลงเหลือภายหลัง ห้ามกดหรือบีบสิวเองโดยเด็ดขาด
ชนิดของรอยหลุมสิว( Contour irregularities acne scar) ( ดูภาพประกอบที่ 1) แบ่งได้เป็น

acne scar2

ภาพตัวอย่าง ชนิดของรอยหลุมสิว

1. Ice Pick Scar: เป็นรอยหลุมจิกลึก ขอบแคบ ขนาดมักไม่เกิน 0.5 มม. แล้วอาจจะกว้างเล็กน้อยที่ฐานของหลุม มักเกิดจากการกดหรือบีบสิวอุดตันให้หลุดออก เป็นรอยหลุมที่รักษาให้เรียบได้ยากที่สุด กว่าแบบอื่นๆ

ice-pick-scars-1
2. Box car Scar: เป็นรอยหลุมกว้าง ขนาดใหญ่ คล้ายล้อรถทับ ขนาดมักจะประมาณ 3-4 มม. ขอบและฐานหลุมขนาดใกล้เคียงกัน มักจะพบพังผืด (fibrosis) เกาะติดในชั้นหนังแท้ มักเกิดจากผลของอักเสบของสิวขนาดใหญ่ๆ หรือแผลเป็นอีสุกอีใส ทำให้เวลาดึงให้ตึงจะเรียบได้ยาก เป็นรอยหลุมที่รักษาได้ยากเช่นกัน

boxcar-scars-1
3. Rolling Scar: มีลักษณะเป็นรอยหลุมฐานโค้งคล้ายกะทะ พื้นนุ่ม เวลาดึงให้ตึง แล้วทำให้ขอบแผลเรียบได้ มักเกิดจากผลของอักเสบของสิวขนาดใหญ่ๆ ที่ได้รับการรักษามาบ้าง แต่การยุบตัวของสิวไม่สัมพันธ์กับการสมานผิว เป็นรอยหลุมสิวที่ให้ผลการรักษาได้ดีกว่ารอยหลุมแบบอื่นๆ

rolling scars

การรักษารอยหลุมสิวในปัจจุบัน: มีหลายๆ วิธีที่ช่วยทำให้รอยหลุมจากสิวดีขึ้นได้ แต่ก็ยังไม่มีวิธีใดได้ผล 100% แต่ละวิธี จะช่วยทำให้รอยหลุมตื้นและดีขึ้นได้ มากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะของรอยหลุมด้วย แบ่งกลไกการรักษาดังนี้

1. การทำให้เซลล์หลุดลอกออก ทำให้รอยหลุมตื้นขึ้น แบ่งเป็น

1.1. Chemical Peeling: โดยการแต้มด้วยกรดเข้มข้น เช่น 50-70 % AHAs หรือ 30-50% TCA กลไกการรักษา ก็คือ การทำให้เซลล์ผิวชั้นนอกบริเวณรอยหลุม หลุดลอกออกช้าๆ เพื่อเตรียมให้บริเวณที่ต้องการรักษา นุ่มและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้เซลล์ผิวใหม่ได้มีการแบ่งตัว และดันตัวขึ้นมาบริเวณรอยหลุม พร้อมแก้ไขเซลผิวหน้าชั้นนอกที่มีปัญหาให้กลับคืนสู่สภาพปกติ มักจะใช้ในการรักษารอยหลุมสิวทั้ง 3 แบบ คือIce Pick scar,Box car scar,Rolling scar โดยแต้มทุก 2-3 อาทิตย์ต่อครั้ง
acne scar 3

1.2 การกรอผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion ):โดยการกรอผิวหน้า ให้หลุดลอกออกด้วยเกร็ดอัญมณีขนาดเล็กมาก ประมาณ 80-100 Micron ซึ่งผลึกครีสตัลที่นิยมใช้ ก็คือ Aluminium Oxide โดยให้วิ่งตามการพ่นของเครื่องปั๊มในกระบอกสูญญากาศที่ ปลอดเชื้อ ( Air flow in Sterile Closed system) โดยมีการปรับความแรง ความเร็วในการพ่นผลึกดังกล่าวได้ตามต้องการของผู้ใช้ ทำให้รอยหลุมตื้นขึ้นได้และต้องทำหลายๆ ครั้ง เพราะต้องค่อยๆ กรอบางๆ เพราะถ้ากรอลึกเกินไป อาจจะทำให้เกิดรอยแดง รอยดำได้และทำให้เจ็บปวดขณะทำได้ นอกเหนือจากนี้ ผู้ทำการกรอควรเป็นแพทย์หรือผู้ที่เชี่ยวชาญและชำนาญด้านนี้มาพอสมควร จึงจะได้ผลดี และผลข้างเคียงน้อยสุด ระยะเวลาในการกรอ จะแตกต่างกันแล้วแต่การพิจารณาของแพทย์ โดยคำนึงถึงผลที่ได้ และผลข้างเคียงที่จะเกิดภายหลัง เช่น กรอน้อยไป อาจจะได้ผลน้อยกว่า การกรอลึก หรือกรอนาน แต่ก็มีผลข้างเคียง (เช่น รอยถลอก รอยแดง หรือแสบหลังกรอ ทาครีมอื่นๆไม่ได้ ) ก็เกิดได้น้อยกว่า การกรอผิว มักจะใช้ในการรักษารอยหลุมสิวทั้ง 3 แบบ คือ Ice Pick scar,Box car scar,Rolling scar แต่ใน 2 แบบแรก จะได้ผลช้าและน้อยกว่า Rolling scar ส่วนใหญ่มักจะนัดกรอผิวทุก 1-2 อาทิตย์ และเว้นเป็นช่วงๆ เพื่อมิให้ผิวหน้าบางเกินไป Microdermabrasion
1.3 การกรอผิวหน้าด้วยเลเซอร์( Laser Resurface): ที่นิยมทำ ก็คือ การกรอด้วยเครื่อง Co2 (UltraPulse) Laser หรือ Erbium:YaG Laser 2940 nm (Laser Peel) หรือทำทั้งสองอย่างร่วมกัน การกรอหรือลอกเซลล์ผิวหน้าด้วยเลเซอร์ นิยมใช้แก้ปัญหารอยหลุมที่มีมากและทั่วหน้า ได้ผลดีเร็วทันใจ รอยหลุม ทำให้ตื้นได้มากๆ และได้ผลเร็ว (สำหรับคนใจร้อนๆๆ) แต่ก็จะต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงที่ค่อนข้างมาก เช่น ความเจ็บปวดขณะทำ หลังทำคนไข้อาจมีรอยแดง มีการอักเสบ ต้องพักฟื้นหยุดงาน มากกว่า 1-2อาทิตย์ และมักเกิดรอยดำหลังการรักษา โดยเฉพาะในคนเอเซีย รอยดำคล้ำ อาจนานเป็นปี กว่าจะจางหายไป และก็มีโอกาสติดเชื้อจากบาดแผลก็เกิดได้สูงกว่า และต้องทำโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้มาอย่างดี มักจะใช้ในการรักษารอยหลุมสิวทั้ง 3 แบบ คือIce Pick scar,Box car scar,Rolling scar  การรักษาแบบนี้ นิยมทำกับคนผิวขาวเท่านั้น หรือในประเทศที่แดดไม่แรง และคนไข้สามารถหยุดพักหน้าได้ 1-2 เดือนหลังทำ Laser Resurfaceรอยแดงหลังทำการลอกหน้าด้วยการทำ Laser Resurface ซึ่งไม่เหมาะกับผิวเอเซีย อาจจะไหม้ดำได้ง่าย

2. การเติมให้รอยหลุมให้เต็มขึ้นใต้ผิวหนัง  แบ่งได้เป็น

2.1 ยากลุ่มวิตามินเอ: โดยพบว่า Retinol ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอ สามารถนำมารักษารอยหลุมจากสิวได้ระดับหนึ่ง โดยออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ทำให้รอยหลุมตื้นขึ้น แบ่งได้เป็น

2.1.1 0.05-0.1% Retin-A: ซึ่งเป็นวิตามินเอเจล ความเข้มข้นสูง นำมาการสลายไอออนด้วยเครื่องไอออนโต แล้วใช้หลักการประจุบวก ลบทำการผลักยาให้แทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ลึกขึ้นกว่าการทำครีมปกติ ทำให้ผลการรักษาเร็วขึ้น สามารถทำได้ 2 ครั้งต่ออาทิตย์
2.1.2. ยารับประทานกลุ่ม Retinoids: ซึ่งสกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น Roaccutane,Isotretinoin,Acnotin มักนิยมให้คนไข้ไปรับประทานทุกวัน วันละ 10-20 มก. เพราะนอกจากจะแก้ไขปัญหาผิวหน้ามัน สิว กระชับรูขุมขนแล้ว ยังมีหลักฐานสนับสนุนว่า ช่วยทำให้ผิวหน้าและรอยหลุมเรียบเนียนขึ้น โดยไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูสภาพผิวในชั้นหนังแท้ แต่ตัวยาดังกล่าวก็มีผลข้างเคียงเช่นกัน ถ้าใช้ติดต่อกันระยะเวลานาน
2.1.3. ครีมทาลบแผลเป็นริ้วรอย: ซึ่งประกอบด้วย วิตามินเอ อี AHA จะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลใหม่ให้ เลื่อนขึ้นมาเต็มบริเวณรอยหลุม แต่ทั้งนี้บริเวณเซลผิวชั้นนอก ต้องมีความยืดหยุ่นอ่อนนุ่ม(ซึ่งควรจะได้รับการรักษาก่อนด้วย)

2.2. การเติมรอยหลุมด้วย Filler agents: คือ การฉีดสารเติมให้เต็มเข้าไปที่รอยหลุมโดยตรง ได้ผลทันที แต่ไม่ทุกคน มักจะใช้ในกรณีรอยหลุมแบบ Rolling Scar ที่ไม่มีพังผืดยึดเกาะที่ฐาน เพราะรอยหลุมแบบอื่นๆ ไม่สามารถเติมให้เต็มได้ เพราะผนังจะหนาและแข็ง ฟิลเลอร์ที่นำมาฉีดเติมหลุมสิว จะใช้กลุ่ม Hyaluronic acid ที่นุ่ม ปั้นง่าย เช่น Restylane Vital,Juverderm Ultra Plus,Perfectha derm เพราะจะปั้นหรือนวดคลึงได้ง่าย กว่าแบบอื่นๆ เมื่อไม่พอใจ หรือเกิดเป็นก้อนนูน ก็จะฉีดสลายออกไปได้ ด้วยสาร Hyaluronidase

2.3  Fractional laser : ถืว่าเป็น Non-ablative Laser  เริ่มมีการผลิตและนำเข้ามารักษาปัญหารอยหลุม ในปี ค.ศ. 2004 และได้การรับรองจาก FDA จากอเมริกา ในปี ค.ศ. 2006 ว่า สามารถแก้ไขปัญหาริ้วรอย ฝ้า กระ ตลอดจนรอยหลุมสิว ผิวหน้าไม่เรียบ ให้มีสภาพกลับมาดีขึ้น อย่างได้ผลชัดเจน ในระยะเวลาไม่นาน หลักการทำงานของ FP ก็คือ การปล่อยคลื่นแสงในช่วง Mid-Infrared ที่มีความยาวช่วงคลื่นที่ 1,550 นาโนเมตร ลงไปใต้ผิวหนัง บริเวณที่มีปัญหา โดยจะทำงานแตกต่างจากเลเซอร์รุ่นก่อนๆ ซึ่งเดิมจะใช้เลเซอร์คลื่นแสงเดียว วิ่งเป็นเส้นตรงไปยังเป้าหมายที่ต้องการรักษา แต่เทคนิค FP จะปล่อยพลังงาน ออกมาเป็นอนุภาคเล็กมากๆ แต่ละจุดที่ปล่อยจะเรียกว่า Microthermal Treatment Zone (MTZ) โดยจะปล่อยประมาณ 1,250-2,500 จุดต่อบริเวณผิว 1 ตร.ซม. ทำให้มีการทำลายเซลล์ผิวที่ผิดปกติออกไปเป็นจุดเล็กๆ มากๆ จนตาเปล่ามองไม่เห็น เซลล์ผิวดีที่อยู่รอบข้าง จะเป็นตัวซ่อมแซมให้เกิดเซลล์ผิวใหม่ ขึ้นมาแทนที่ภายใน 24 ชั่วโมง เปรียบเหมือนการตกแต่งภาพในคอมพิวเตอร์ ที่มีการแก้ไขจุดบกพร่อง ทีละพิกเซล พบว่าเลเซอร์ชนิดนี้ สามารถแก้ไขรอยหลุมสิวให้ดีขึ้น ได้กับรอยหลุมสิวทุกชนิด ส่วนเลเซอร์ที่ใช้หลักการรักษาแบบนี้ ก็ได้แก่ Fraxel,Fine Scan 1550 ซึ่งเลเซอร์ทั้งสองตัวนี้ ปัจจุบันถือว่าเป็น เลเซอร์ที่นิยมนำมารักษาเรื่องรอยหลุม เพราะได้ผลดีมากกว่า 60-80% และผลข้างเคียงก็น้อยกว่าเลเซอร์ประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะ Fine Scan 1550 จัดเป็นเลเซอร์สำหรับผิวคนไทย หรือคนเอเซีย โดยเฉพาะ แต่หลังทำหน้าจะแดง และต้องพักหน้า หลังทำ 5-7 วัน

fine scan

355_4 (1)ภาพประกอบ ก่อนและหลังการรักษารอยหลุมด้วย Fine Scan 1550

2.4 Skin Needling (Dermaroller) : จัดเป็นเทคนิคในการแก้ไขปัญหาผิวพรรณ โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Derma Roller มีลักษณะเป็นลูกกลิ้งที่มีเข็มเล็กๆ จำนวนมาก ขนาดเส้นผ่าศูนต์กลาง 0.25 มม. ยาว 1.5 มม. กลิ้งไปบนผิวหนัง เข็มจะลงได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดการอักเสบเล็กๆ แล้วร่างกายจะซ่อมแซมอาการบาดเจ็บ โดยการสร้างเซลล์ใหม่ ด้วยการกระตุ้นการ สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน และมีการจัดโครงสร้างเนื้อเยื่อใหม่(Remodeling) ในเนื้อเยื่อผิวชั้นหนังแท้ ( Dermis) ขณะที่ทำการรักษาจะทำให้เกิดรูขนาดเล็กจำนวนมากบนผิวหนัง เมื่อเติมสารบำรุงหรือยา ที่สำคัญลงไปร่วมด้วย จะทำให้สามารถซึมเข้าสู่ ผิวหนังได้ลึกและได้ผลกว่าการทายาทั่วไปถึง 40 เท่า เมื่อการทำรักษาหลายๆ ครั้งอย่างต่อเนื่อง พบว่าทำให้เกิดกระบวนการจัดโครงสร้างผิวหน้าใหม่ โดยมี Fibroblast เป็นตัวที่มีบทบาทมากที่สุด ทำให้เกิดคอลลาเจนเพิ่มขึ้นๆ และแข็งแรงขึ้น (จาก Collagen type 1 >type 3) การรักษาวิธีนี้จะคล้ายๆ กับการหายของแผลหลังทำการลอกหน้าด้วยเลเซอร์ แต่จะไม่มีการทำลายชั้นหนังกำพร้าหรือผิวหน้าส่วนบนให้เกิดผลเสีย หรือผิวหน้าบาง หรือเกิดแผลเป็นใดๆ จัดว่าเป็นการรักษารอยหลุมสิวที่มีประสิทธิภาพในการรักษามากและเห็นผลได้รวดเร็วSkin Needling จัดเป็นเทคนิคการรักษารอยหลุมที่ได้ผลดีกับรอยหลุมสิวทุกชนิด เช่นเดียวกับเลเซอร์ Fraxel หรือ Fine Scan 1550 เพียงแต่ปัจจุบัน ไม่มีให้บริการแล้ว เนื่องจาก เข็ม Dermroller ที่ได้คุณภาพ ไม่สามารถจัดหามาให้บริการได้ เนื่องจาก อย. ไม่อนุญาตให้ทำได้ จึงลดความนิยมลง

2.4 Frctional RF needle : จัดเป็นนวัตกรรมรักษาแผลเป็นล่าสุดของปี 2012 Fractional RF  เป็นการนำเอา  พลังงานคลื่นวิทยุ RF มาผสมผสานให้เป็นแบบ Fractional โดยที่ไม่ใช่เลเซอร์แบบเดิมๆ ที่เรารู้จักกัน  โดยมีข้อแตกต่างกันที่ Fractional Laser  ลักษณะพลังงานจะเป็นรูปปิรามิดคว่ำ  (Traditional fractional resurfacing )  แต่ Fractional RF  ลักษณะพลังงานจะเป็นรูปปิรามิดตั้ง (Subablative Rejuvenation )

Fractional-RF-2

Fractional RF ซึ่งข้อแตกต่างนี้ อธิบายได้ว่า Fractional Laser  จะทำลายผิวหน้าด้านบนมากกว่า Fractional RF   และกระตุ้นคอลลาเจนหรือมีผลต่อผิวหนังด้านลึกได้น้อยกว่า Fractional RF   แต่ขณะที่  Fractional RF   จะกระทบต่อผิวหนังด้านบนน้อยกว่า หรือจะถูก burn น้อยกว่า  Fractional Laser  จึงไม่เกิดรอยดำหลังทำ เพราะไม่มีพลังงานความร้อนจากเลเซอร์ เหมือนเครื่อง  Fractional Laser   และมีอำนาจการทะลุทะลวงเจาะเข้าไปถึงชั้นผิวหนังแท้ได้กว้างขึ้น มากขึ้น แรงขึ้น จึงกระตุ้นคอลลาเจนได้มากกว่า Fractional Laser   เพราะถือว่ารักษารอยหลุมสิวได้ดีที่สุด ไวสุด กว่าทุกๆ วิธีที่กล่าวมา แถมไม่พบรอยดำหลังทำเหมือนการรักษาหลุมสิวด้วยเลเซอร์ คาดว่า น่าจะเป็นตัวเลือกแรกในการรักษารอยหลุมสิว ทุกประเภท สำหรับผิวเอเซีย เพราะได้ผลดี ผลข้างเคียงน้อย พักหน้าหลังทำ 1-2 วันก็ไปทำงานได้

fractioanl-RF4-300x224ภาพประกอบ ก่อนและหลังการรักษารอยหลุมด้วย Fractional RF 

3. ศัลยกรรมกับการรักษารอยหลุมสิว: แบ่งได้เป็น

3.1 Punch excision: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Ice Pick scar และ Box car scar ที่มีขนาดไม่เกิน 3 มม. โดยการใช้เครื่องมือตัดรอยหลุม แล้วเย็บปิด หรือปิดด้วยเทป Sterile Strip หรือ Dermabond
3.2 Punch elevation: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Box car scar ที่มีขนาดไม่เกิน 3 มม. โดยการยกรอยหลุมขึ้นในระดับเดียวกับขอบหลุม แล้ว เย็บปิด
3.3 Punch grafting: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Ice Pick scar และ Box car scar ที่มีขนาดความลึกไม่ค่อยเท่ากัน โดยการนำผิวหนังจาก ที่อื่นมาเย็บปิดตรงรอยหลุม
3.4 Elliptical excision: มักนำมารักษารอยหลุมสิว แบบ Box car scar ที่มีขนาดไม่เกิน 4 มม. โดยการกรีดผ่าตัดแบบกรีดตามวงรี แล้วทำการเย็บปิด
การทำศัลยกรรมรอยหลุมสิว ในข้อ 3.1-3.4 มักจะทำในกรณีที่มีจำนวนรอยหลุมบางชนิดเท่านั้น ( แบบ Ice Pick scar และ Box car scar ) และมีจำนวนไม่มากนักในร่างกาย แต่ก็ต้องทำโดยแพทย์ที่ชำนาญอย่างมากเท่านั้น เพราะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียง ได้ เช่น รอยเย็บของแผล สีผิวบริเวณรอยหลุมไม่เท่ากันกับสีผิวข้างเคียง (ในกรณีที่มีการที่กร้าฟที่นำมาปะรอยหลุมอาจจะไม่ติด เกิดการติดเชื้อ หรือแผลเป็นนูนภายหลังได้)
3.5 Norkor Needle Subcision: คือการใช้เข็มที่มีใบมีดอยู่ตรงปลายเข็ม ใช้สำหรับทำ Subcision โดยเฉพาะ  ขนาดเท่าเบอร์ 18 แทงเซาะบริเวณใต้ฐานหลุม ทำให้มีการแยกชั้นของผิวหนัง พังผืดที่ยึดเกาะรอยหลุมก็จะหลุดออก เกิดเลือดมาสะสมที่ในรอยแยก พร้อมกับนำพา Fibroblast มาทำการซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บ ให้มีการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนขึ้นมาใหม่

NK
Acne-9img.2_8

จึงทำให้รอยหลุมตื้นขึ้นได้ เทคนีคนี้ไม่มีรอยกรีดที่ผิวหน้า จึงไม่ต้องเย็บแผล เหมือนวิธีอื่นๆ ในข้อ 3.1-3.4
แต่การทำ Subcision ด้วย Nokor Needle ก็มีข้อจำกัด เพราะถ้าหากหลุมสิวที่อักเสบรุนแรง มีขนาดใหญ่ และมีจำนวนมากบนใบหน้า จะมีผลข้างเคียงคือเลือดจะออกมาก ผิวหน้าจะช้ำมาก และถ้าทำรุนแรง อาจจะมีแผลเป็นพังผืดจากการตัดของ  Nokor Needle เองก็ได้ ทำให้แผลเป็นหลุมกลับมาใหม่ได้อีก และวิธีนี้ก็คาดผลการรักษาได้ค่อยข้างยาก โดยเฉพาะในบริเวณแผลเป็นที่ขมับ หรือแผลเป็นที่มีพังผืดหนาตัดยาก นอกจากนี้ยังต้องทำหลายครั้งกว่าจะได้ผลในการตัดพังผืดที่ยึดติดกับรอยหลุม และอัตราการได้ผลก็ยังประมาณ 30-40%
3.6 ฺBlunt Blade Subcision  : จัดเป็นทางเลือกใหม่ในการทำ Subcision โดยแทนที่จะตัดพังผืดให้ขาดออกด้วยความคมของใบมีดเช่น Nokor Needle ซึ่งอาจจะมีแผลเป็นเล็กๆ จากความคมของใบมีดเอง เปลี่ยนมาเป็นใบมีดแบบทู่ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะในการทำให้พังผืดเกิดการฉีดขาดแทนการตัด โอกาสที่จะเกิดแผลเป็นก็จะน้อยกว่า โดยมีหลากหลายขนาดของเครื่องมือ สำหรับรอยหลุมบริเวณเล็กๆ หรือรอยหลุมใหญ่ทั่วใบหน้า

BBSB-Dr-Barikbins-Blunt-Subcision-Blade
BBSB-Dr-Barikbins-Blunt-Subcision-Blade-type-C-180x180blunt blade subcision2

       เมื่อหลุมแผลเป็นนูนเสมอผิวปกติแล้ว อาจจะตกแต่งแผลด้วยเลเซอร์หรือการกรอผิวอีกครั้ง หรือลอกด้วยกรดเข้มข้น เพื่อให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ใช้ได้ผลกับหลุมสิวทุกประเภท แต่ได้ผลดีสุดกับหลุมสิวแบบ rolling scar จึงมักจะเป็นวิธีที่แพทย์นำมารักษารอยหลุมสิว ผสมผสานกับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ

สรุป: ในปัจจุบันนี้ ผู้เขียนได้ลองรักษารอยหลุมด้วยวิธีต่างๆ ข้างบนมาแล้วเกือบทั้งนั้น จนได้ข้อสรุปว่า การรักษารอยหลุมสิวนั้น ไม่ได้ทำให้รอยหลุมเรียบเนียนได้ 100% แต่ก็ช่วยให้ผิวหน้าคนไข้ดีขึ้นได้มากกว่า  90 % ด้วยการเลือกใช้ Fractional RF (Needle) ประมาณ 4-5 ครั้ง  เป็นอันดับแรก รองมาก็คือ Fractional Laser (Fine scan 1550) ควบคู่กับการตัดพังผืด (Subcision ) ด้วย Nokor Needle สำหรับรอยหลุมที่ไม่มาก แต่ถ้ารอยหลุมลึก และมีจำนวนมากๆ การทำ Blunt Blade Subcision จะทำให้เกิดรอยช้ำน้อยกว่า และได้ผลมากกว่า โดยทำเพียงครั้งเดียว แต่ทำได้ทั่วรอยหลุมในบริเวณกว้าง

acne-scar-treatment 4
acne-scar-treatment2

เรียบเรียงและค้นคว้าใหม่ โดยนพ.จรัสพล รินทระ .ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด 26 November ,2016

โดย นพ.จรัสพล รินทระ วันที่ 02/02/2012 จำนวนการเข้าชม 28772 ครั้ง

Comment :

หน้าดิฉันเป็นรอยหลุมสิวค่ะ อยากใบหน้าที่เรียบเนียน มีวิธใดบ้างค่ะ ที่ค่าใช้ไม่สูงมากค่ะ

น.ส.อะวันตี ดวงดี 9 December 2014 at 19:01
reply
นพ.จรัสพล รินทระ

การรักษาหลุมสิวที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก และได้ผลดี 70-80% แนะนำให้ทำเลเซอร์ Fine scan นะครับ ที่คลินิกตอนนี้มีโปรโมชั่นจาก 5000 บาทต่อครั้ง เหลือเพียง 3000 บาทต่อครั้ง สนใจติดต่อที่คลินิก โทร 02-6532211-2

นพ.จรัสพล รินทระ 9 December 2014 at 21:05
reply
namtan1234

พอดีหน้านู๋นี่หลุมสิวเยอะและนานพอสมควรคะ อยากทราบว่าควรเริ่มทำจากตัวไหนก่อนดีคะ แล้วตัวSubcisionเจ็บมั้ยคะคุณหมอ คือกลัวค่ะ แต่ก็อยากหายคะ ประมาณการรักษานี่แบบเยอะมั้ยคะ. ขอบคุณมากๆคะ ส่วนค่าใช้จ่ายนู๋ว่าตามสภาพหน้านู๋แน่ๆเลยคะ

namtan1234 5 July 2015 at 11:00
reply
นพ.จรัสพล รินทระ

การรักษาหลุมสิวทุกประเภทที่ได้ผลดี และเร็วปัจจุบัน แนะนำให้ทำ Fractional RF with Needles or FRM กับ Subcision ๆ ไม่เจ็บ นะครับ เพราะทายาชาก่อนทำ ค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000 บาทต่อครั้ง ทำทุก 2-3 อาทิตย์ 4-5 ครั้งได้ผล 70-80%

นพ.จรัสพล รินทระ 5 July 2015 at 11:19
reply