บทบาทของยาเม็ด Finasteride กับการลดผมร่วงที่ได้ผลในปัจจุบัน - Clinic Neo
TEL : 02-399-3390-1
E-MAIL : [email protected]

เส้นผม

บทบาทของยาเม็ด Finasteride กับการลดผมร่วงที่ได้ผลในปัจจุบัน

Finasteride_1

ปัญหาศรีษะล้าน มีสาเหตุการเกิดได้หลายอย่าง แต่สาเหตุใหญ่ๆที่พบในปัจจุบัน และพอมีแนวทางแก้ไขได้ นั่นคือปัญหาผมร่วง ศีรษะล้านจากปัญหาฮอร์โมนเพศ ชื่อ Dihydrotesterone(DHT) ในบทความนี้ เราจะกล่าวถึงยารับประทานที่ได้มีการพิสูจน์ โดยสถาบันอาหารและยา(FDA) ของ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และผ่าน อย.เมืองไทยแล้วว่าสามารถลดปัญหาผมร่วงจาก DHT สูง และทำให้ผมขึ้นได้จริง ในคนที่ผมร่วง ศีรษะล้านจากปัญหาฮอร์โมนเพศชายดังกล่าว

        ฮอร์โมนเพศชาย ชื่อ Dihydrotestosterone (DHT) มีกลไกที่เป็นสาเหตุของผมร่วงโดย จะทำให้วงจรชีวิตของเส้นผมสั้นลง ผมจึงร่วงได้มากและเร็วกว่าปกติ ทำให้เส้นผมมีขนาดเล็กลง และสั้นลง ทำให้ผมค่อยๆบางลง จนดูโล่งเตียน นอกจากนี้ยังทำให้ ปริมาณผมใหม่ งอกได้ไม่เป็นปกติ ทั้งจำนวนและขนาดที่เล็กลงDHT_stagesภาพประกอบกลไกของฮอร์โมน DHT ที่ทำให้ผมร่วงได้ทุกเพศทุกวัย

รูปภาพที่ 2 ภาพประกอบ Finasteride ยับยั้งการทำลายเส้นผมจากฮอร์โมน DHT

   ยา Finasteride (Propecia) เป็นสารสังเคราะห์ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้ง เอนไซม์ 5-Alpha reductase   ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศชาย testosterone เป็น DHT จึงทำให้ระดับ DHT ลดลงในกระแสโลหิต ทำให้ยับยั้งอัตราการทำลายเส้นผม ผมจึงหยุดร่วง และดกดำได้ดังเดิม  โดยได้รับการยอมรับจาก FDA ของอเมริกาและไทย ว่าช่วยลดปัญหาผมร่วงได้จริง

Finasteride_DHT mechanism

ยา Finasteride (Propecia) มีเฉพาะในรูปยาเม็ด ขนาดรับประทาน วันละ 1 มก.ต่อวัน โดยต้องมีระยะการรับประทานต่อเนื่อง และจะเริ่มเห็นผลใน 3 เดือน ในต่างประเทศ แนะนำให้รับประทานยาต่อเนื่อง เป็นเวลา 2 ปี ผมจะกลับมาปกติ โดยใช้เกณฑ์ในการพิจารณา จากเส้นผม 1 เส้น มีวงจรชีวิต ตั้งแต่งอกจนหลุดร่วงออก ประมาณ 2-6 ปี โดยพบว่าจะเริ่มเห็นผลจากบริเวณกลางศีรษะ (Vertex) ก่อนแล้วค่อยๆ มาทางด้านหน้า (ftontal) แล้วได้ผลน้อยสุดบริเวณแง่งผม (centro-parietal)

ข้อควรระวังและผลงานวิจัยที่ได้จากการรับประทานยา Finasteride (Propecia)
1. อาจจะมีผลทำให้เอนไซม์ของตับผิดปกติได้ (Abnormal SGPT/SGOT)  ดังนั้นก่อนรับประทานยา Finasteride ควรจะตรวจระดับการทำงานของตับ ก่อนรับประทานยา Finasteride และหลังรับประทานยา Finasteride และตรวจเช็คอีกประจำทุกปี
2. จากการวิจัย ที่ต่างประเทศ พบว่า การรับประทานยา ต่อเนื่อง นานกว่า 1 ปี พบผลข้างเคียง ด้านสมรรถภาพทางเพศลดลง 3.7 % เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ทาน ซึ่งเกิดได้ ประมาณ 2.1%  ดังนั้นจึงถือว่ามีผลข้างเคียงน้อยมาก หรือไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
3. ทำให้ผลการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก มีการคลาดเคลื่อนได้ โดยพบว่าจะทำให้ระดับ PSA level ซึ่งเป็นตัวชี้วัดมะเร็งต่อมลูกหมากอาจจะมีค่าต่ำกว่าความเป็นจริงได้ 50%  ดังนั้นก่อนรับประทานยา Finasteride ควรจะตรวจระดับ  PSA level ก่อนรับประทานยา Finasteride และหลังรับประทานยา Finasteride และตรวจเช็คอีกประจำทุกปี  และในขณะเดียวกันพบว่า ในงานวิจัย ในคนไข้ 18,882 คน ที่รับประทานยา Finasteride  ต่อเนื่องประมาณ 7 ปี  จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกที่ต่อมลูกหมากลดลงกว่าคนปกติ 24.8%  ดังนั้นถ้าเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก อาจจะทำให้ตรวจพบได้ช้ากว่าคนปกติ  ดังนั้นการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็ควรจะตรวจเช็คเป็นประจำทุกปี สำหรับคนที่รับประทานยาตัวนี้ โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 50 ปี
4. ยา Finasteride ไม่มีผลต่อจำนวนเชื้ออสุจิ สามารถจะมีบุตรได้ปกติ แม้ในช่วงที่รับประทานยาอยู่ หรือไม่มีผลต่อทารกในครรภ์ เพราะยา Finasteride จะไม่ผ่านทางน้ำอสุจิไปยังภรรยา มีเพียงส่วนน้อยมากที่มีผลต่อปริมาณน้ำเชื้ออสุจิ
5. ยา Finasteride ไม่่มีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้ชาย แต่ถ้าในระหว่างที่รับประทาน ยา Finasteride ถ้าเกิดมีปัญหาพบก้อนในหน้าอก ผิดปกติ ก็ควรต้องพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเช่นกัน

FINASTERIDE-MENexampleผลการรักษาผมร่วงก่อน-หลัง ด้วยยา Finasteride 6 เดือนหลังใช้ +ยาทา Minoxidil Lotion

   ข้อห้ามใช้ 
ยา Finasterideไม่แนะนำให้ใช้ในผู้หญิงที่มีแนวโน้มจะตั้งครรภ์ หรือเตรียมตั้งครรภ์ เพราะยานี้จะทำให้เกิดความผิดปกติ หรือพัฒนาการของอวัยวะเพศของทารกได้ ส่วนการเลือกใช้ยาตัวไหนในการรักษาผมร่วงจาก DHT สูง แนะนำให้พบแพทย์ด้านเส้นผม เพื่อปรึกษาข้อดี-ข้อเสีย และการเลือกใช้

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นจะเห็นว่า การรักษาผมร่วงแบบไม่ต้องผ่าตัด ควรจะรักษาแบบผสมผสาน ทั้งการใช้ยารับประทานแก้สาเหตุของผมร่วง ในรูปแบบของยารับประทาน (Finasteride )  ควบคู่กับการฟื้นฟูเส้นผมให้กลับมาดกดำมากขึ้น ด้วยใช้ยาทา จำพวก Minoxidil ซึ่งมีฤทธิ์เพิ่มจำนวนเส้นผม  การรับประทานวิตามินสำหรับบำรุงเส้นผม หรืออาจจะเสริมด้วยการทำเลเซอร์ปลูกผม (Low Level Laser Therapy:HAIRMAX) เพื่อให้ออกซิเจนกับเส้นผม หรือการทำเมโสปลูกผม(Mesotherapy)  จึงจะทำให้ผลการรักษาครอบคลุมครบวงจร และควรจะทำการรักษาต่อเนื่อง และพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นผมเท่านั้น ไม่ควรจะซื้อยามาทำการรักษาเอง เพราะการรักษาอาจจะมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ถ้าพบแพทย์สม่ำเสมอ ยังสามารถจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที

เรียบเรียงโดยนพ.จรัสพล รินทระ


วีดีโอ ก่อนหลังการรักษาด้วยยา Finasteride + Minoxidil Lotion

โดย นพ.จรัสพล รินทระ วันที่