ธนาคารอสุจิ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ - Clinic Neo
TEL : 02-399-3390-1
E-MAIL : [email protected]

สุขภาพ-งานวิจัย

ธนาคารอสุจิ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

202_1

ธนาคารอสุจิ ได้แก่ การนำอสุจิมาเก็บแช่แข็งเอาไว้ เพื่อนำกลับมาใช้ในภายหลัง ซึ่งการแช่แข็งน้ำอสุจิมีมานานร่วม 50 ปีแล้ว แต่ในปัจจุบันได้มีการรับบริจาคน้ำอสุจิเพื่อนำมาเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในการผสมเทียมในโอกาสต่อไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องเช็คเลือดผู้บริจาคว่าปราศจากเชื้อเอดส์ หรือโรคที่ติดต่อได้ทางเพศสัมพันธุ์เสียก่อน

วัตถุประสงค์ของการแช่แข็งอสุจิไว้ในธนาคารอสุจิ

  1. สำหรับผู้ที่ต้องการเก็บน้ำอสุจิไว้ก่อนรับการผ่าตัด หรือรังสีรักษา หรือต้องได้รับยารักษามะเร็ง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดเป็นหมันตามมาได้
  2. สำหรับการรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยฝ่ายสามีต้องเดินทางบ่อยๆ ทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกับภรรยาในช่วงตกไข่ได้ หรือในรายที่ในอัณฑะมีตัวอสุจิแต่ไม่ออกมาในน้ำอสุจิ
  3. แช่แข็งอสุจิจากผู้บริจาค เพื่อใช้ในการผสมเทียมให้คู่สมรสที่สามีเป็นหมัน

วิธีการแช่แข็งน้ำอสุจิ

  1. ให้ผู้ที่จะแช่แข็งอสุจิ เก็บน้ำอสุจิด้วยการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง แล้วนำมาใส่ในขวดปากกว้างที่ปราศจากเชื้อ
  2. นำน้ำอสุจิไปวิเคราะห์ (semen analysis) โดยควรมีตัวอสุจิไม่ต่ำกว่า 40 ล้านตัว/ซีซี และมีอัตราการเคลื่อนไหวมากกว่าร้อยละ 60 และต้องมีรูปร่างของอสุจิปกติมากกว่าร้อยละ 30 เนื่องจากในเวลาใช้จริง จะมีบางส่วนตายไปประมาณร้อยละ 30-40
  3. หลังจากนั้น อสุจิจะต้องใส่สารละลาย ( เช่น glycerol,sodium citrate,glucosr,fructose,ไข่แดง) ผสมกับน้ำอสุจิ แล้วนำใส่หลอดพลาสติกเล็กๆ แล้วนำไปแขวนไว้ที่ระดับ 15 ซม.เหนือไนโตรเจนเหลวซึ่งมีอุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถเก็บไว้เป็นเวลานานหลายปี

การผสมเทียมด้วยอสุจิบริจาค: กรณีที่นำอสุจิแช่แข็งในธนาคารอสุจินำไปใช้กับภริยาของตนเอง ไม่มีปัญหาใดๆ หรือข้อบ่งชี้ที่ต้องคำนึงถึงมากนัก แต่กรณีที่ต้องการผสมเทียมกับอสุจิผู้บริจาคต้องมีข้อบ่งชี้ดังนี้

  1. สามีเป็นหมัน คือ ไม่มีอสุจิออกมาในน้ำเชื้ออสุจิ หรือน้ำเชื้ออสุจิผิดปกติมาก
  2. สามีเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดถึงลูกได้ เช่น โรคเลือด Hemophilia
  3. สามีไม่สามารถหลั่งน้ำอสุจิได้
  4. หญิงโสดที่ต้องการมีบุตร (แต่ในเมืองไทยยังมีปัญหากันอยู่ในเรื่องผลกระทบต่อเด็กในอนาคต)

การประเมินคู่สมรสที่จะรับบริจาคอสุจิแช่แข็งของผู้บริจาค

  1. สามีภรรยา จะต้องพูดคุยกันและประเมินสภาพจิตใจในการยอมรับ
  2. ซักประวัติ ตรวจร่างกายของภรรยา พร้อมทั้งการตรวจภายใน ให้แน่ใจว่าไม่มีความผิดปกติใดๆ
  3. ตรวจเลือดเพื่อดูโรคติดเชื้อ เช่น ซิฟิลิส เอดส์ ไวรัสตับอักเสบบี

การประเมินผู้บริจาคอสุจิ ( ในโรงเรียนแพทย์มักจะขอจากนักศึกษาแพทย์ ซึ่งมักมีสติปัญญาดี ) ดังนี้

  1. ต้องมีสุขภาพแข็งแรง น้ำเชื้อมีคุณภาพดี
  2. อายุไม่ควรเกิน 40 ปี
  3. ไม่มีโรคทางพันธุกรรม หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เอดส์ หนองใน ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี
  4. มีลักษณะใกล้เคียงกับสามีผู้บริจาค เช่น รูปร่าง ส่วนสูง สีผิว สีผม เชื้อชาติ และกรุ๊บเลือด

วิธีการผสมเทียมด้วยอสุจิบริจาค

  1. คาดคะเนวันตกไข่ของฝ่ายภริยา โดยใกล้วันตกไข่ จะนัดมาตรวจวัดขนาดถุงไข่ด้วยอัตราซาวด์ หรือแนะนำให้ตรวจฮอรโมนเกี่ยวกับการตกไข่(LH) หรือวัดปรอทอุณหภูมิพื้นฐาน
  2. เมื่อถึงวันตกไข่ นำน้ำอสุจิที่บริจาค ออกมาทำให้เหลวในอุณหภูมิห้อง แล้วฉีดเข้าไปในบริเวณที่ปากมดลูกและช่องคลอดส่วนบน หรือฉีดเข้าโพรงมดลูกโดยตรง

ผลของการตั้งครรภ์ เกิดได้ในอัตรา ร้อยละ 10 ต่อการผสมเทียม 1 ครั้งและอัตราการตั้งครรภ์สะสมจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้งที่ฉีด ซึ่งพบว่าความสำเร็จจะเกิดประมาณร้อยละ 60-80 ในการฉีดไป 12 รอบเดือน หรือ 1 ปี ซึ่งต่อมาได้มีการประเมินบุตรที่คลอดออกมา พบว่าการพัฒนาการทั้งร่างกายและจิตใจไม่แตกต่างจากการตั้งครรภ์โดยธรรมชาติ และมีอัตราหย่าร้างน้อยกว่าการหย่าร้างโดยทั่วไป

ข้อควรคำนึงในการใช้อสุจิบริจาคในประเทศไทย 

  1. ไม่สมควรให้มีการซื้อขายในเชิงพาณิชย์ ( ตามกฏเกณฑ์แพทยสภา)
  2. ไม่ควรให้รู้กันระหว่างผู้บริจาคและผู้รับบริจาค เพื่อป้องกันการทวงสิทธิภายหลัง
  3. ไม่สมควรให้เด็กที่เกิดมาทราบหรือรู้จักกับเจ้าของอสุจิบริจาค
  4. คู่สมรสไม่ควรบอกใครว่าตั้งครรภ์จากอสุจิบริจาค
  5. ผู้บริจาคอสุจิ ไม่ควรใช้การบริจาคซ้ำเกิน 25 ครั้ง เพื่อป้องกันการสมรสกันในสายเลือดใกล้ชิดกันในอนาคต

ดังนั้น ธนาคารอสุจิส่วนใหญ่ในประเทศไทย มักจะเป็นการแช่แข็งอสุจิจากผู้บริจาค เพื่อนำไปใช้บริการคู่สมรสที่มีบุตรยาก ซึ่งฝ่ายสามีเป็นหมัน และเมื่อเป็ฯการบริจาคเซลล์สืบพันธ์ จึงต้องคำนึงถึงจริยธรรมหลายประการดังกล่าวข้างต้น

เรียบเรียงและค้นคว้าใหม่โดย นพ.จรัสพล รินทระ …ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด…6 August,2005
อ้างอิงจากบทความของ รศ.นพ. สมบูรณ์ คุณาธิคม..ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ศิริราชพยาบาล ตีพิมพ์ในวารสารคลินิกประจำเดือนเมษายน 2545 “

โดย นพ.จรัสพล รินทระ วันที่