ความรู้พื้นฐานของเลเซอร์ (มีดผ่าตัดไร้โลหิต) - Clinic Neo
TEL : 02-399-3390-1
E-MAIL : [email protected]

เวชศาสตร์ความงาม

ความรู้พื้นฐานของเลเซอร์ (มีดผ่าตัดไร้โลหิต)

33_1

เลเซอร์ ก็เป็นวิวัฒนาการหนึ่ง ที่ได้เข้ามามีบทบาทในคลินิกด้านความงาม ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งผลดี และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมากมาย ดังนั้นในบทความนี้ จะนำเสนอความรู้ด้านเลเซอร์พื้นฐาน ทั้งหลักการทำงาน ประเภทของเลเซอร์ และประโยชน์ในการใช้งาน เพื่อทุกท่านที่สนใจจะได้เข้าใจและพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการตัดสินใจในการรักษา

การนำเลเซฮร์มาประยุกต์ใช้ พบได้ในวงการแพทย์หลายสาขา โดยเฉพาะการผ่าตัดที่ต้องใข้ความละเอียดสูง การจี้ หรือการตัดได้ทั้งแบบสัมผัส หรือไม่ต้องสัมผัสกับเนื้อเยื่อ การฆ่าเชื้อ การผ่าตัดด้วยกล้อง ข้อดีของการผ่าตัดด้วยเลเซอร์ ก็คือสามารถทำให้เลือดหยุดไหลได้ในขณะทำการผ่าตัด เพราะความร้อนและพลังงานจากเลเซอร์ จะช่วยทำให้เลือดแข็งตัว( Stop bleeding ) ไปด้วยในตัว ดังนั้นคำกล่างที่ว่า เลเซอร์คือ มีดผ่าตัดไร้โลหิต จึงน่าจะเหมาะสมยิ่ง

เลเซอร์ มาจากคำว่า laser = Light Amplification by Stimulated Emission of Radiations หมายความว่า มีขบวนการที่ทำให้รังสีมีการแผ่แบบกระตุ้น คือมีทิศทางและการถ่ายทอดพลังงานที่แน่นอน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงชั้นพลังงานของอิเลคตรอน จากชั้นที่สูงกว่า ลงสู่วงโคจรของอิเลคตรอนปกติ ( จากกรณีที่ได้รับพลังงาน Photon จากภายนอกวงโคจรของนิวเคลียส- ลึกไปมั้ยเนี่ยเนอะ) โดยมีช่วงคลื่นแบบเดียวกัน เป็นรังสีขนาน ไม่ลู่เข้าหรือบานออก และมีกำลังสูงกว่ารังสีทั่วๆไป

เลเซอร์ เป็นพลังงานในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ช่วงคลื่นที่นำมาใช้ในวงการแพทย์มากที่สุดคือ อินฟราเรด ซึ่งแบ่งได้เป็น อินฟราเรดใกล้( ช่วงคลื่น 750-3,000 nm) และอินฟราเรดไกล( 6,000-15,000 nm) รองลงมาคือ UV

เลเซอร์ ประกอบด้วยอุปกรณ์ ต่างๆ ที่สำคัญ ดังนี้ 

  1. สารกำเนิดเลเซอร์ – มักอยู่ในรูปแก๊สเฉี่อย ( Noble gasses) เช่น อาร์กอน คริบตอน เป็นต้น โดยสารแต่ละชนิดจะให้เลเซอร์ที่มีความถี่เฉพาะเช่น Co2 laser จะอยู่ในช่วงคลื่นอินฟราเรดไกล(10,600 nm ) โดยมีสารที่ดูดซับพลังงานคือ น้ำ ซึ่งใช้ในงานทางศัลยกรรมและสูตินารีเวช เช่นการตัดใฝ ตัดหูด กระเนื้อ ส่วน Nd:YAG จะอยู่ในช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้( 1,600 nm) มักใช้ในการผ่าตัดตา ห้ามเลือด ส่วนเลเซอร์อาร์กอน จะมีคลื่นแสงตามองเห็นได้( Ar 488 , Ar 514 ) ซึ่งให้แสงสีฟ้าและเขียว เป็นต้น
  2. ท่อเลเซอร์
  3. แหล่งพลังงาน คือแหล่งที่ใช้กระตุ้น ให้เกิดเลเซอร์ อาจเป็นกระแสไฟตรง หรือแสงแฟล็ช ความร้อน หรือเลเซอร์อีกชุดหนึ่ง กระตุ้นให้เกิดเลเซอร์อีกชุดหนึ่ง
  4. ระบบนำรังสี- แบ่งได้เป็น ระบบใยแก้วนำแสง ( Fiberoptic) มักใช้กับเลเซอร์รุ่น Nd:YAG ,Argon,Cripton และ ระบบกระจกเงา( mirrors) มักใช้กับเลเซอร์ประเภท Co2

ประเภทของเลเซอร์ที่พบในปัจจุบัน แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มดังนี้( ตัวอักษรสีแดง เป็นประเภทเลเซอร์ที่ใช้บ่อยๆ ในไทย) 

  1. Nonselective surgicl laser คือ เลเซอร์ที่มีลำแสงไม่เฉพาะเจาะจง ได้แก่ Co2 laser,Nd:YAG laser ,Erbium:YAG laser 
  2. Selective laser คือ เลเซอร์ที่มีลำแสงเฉพาะเจาะจง ได้แก่ Copper vapor( CVL) / Copper bromidw laser(CBL) ,KTP laser ,Pulse dye laser -585 nm(PDL-585) ,Pulse dye laser -510 nm(PDL-510) , Q-swithched ruby laser( QSRL) ,Frequency-double Q-swithched Nd:YAG laser( QSNdYL), Q-swithched alexandrite laser( QSAL) ,Long-pulse ruby laser( LPRL) ,Long-pulse alexandrite laser( LPAL)

ข้อดีของเลเซอร์ในทางการแพทย์ 

  1. 1. ช่วยในการผ่าตัด ห้ามเลือด และฆ่าเชื้อได้ด้วย
  2. 2. ใช้ในการผ่าตัดเนื้อเยื่อโดยตรง โดยไม่ต้องสัมผัส ทำให้การบวมหลังผ่าตัดลดลง
  3. 3. ใช้เชื่อมหลอดเลือด ลำไส้ ท่อไต และผิวหนัง
  4. 4. ใช้ในการตัดชิ้นเนื้อขนาดเล็ก และไม่อยู่ลึกมาก เพราะมีข้อจำกัดในการทะลุทะลวง

การป้องกันผลข้างเคียงจากการทำเลเซอร์ 

  1. ควรสวมแว่นตาป้องกันลำแสงเลเซอร์ เพราะถ้าแสงเลเซอร์ โดยเฉพาะอินฟราเรด เข้าตา จะทำให้กระจกตาขุ่นมัว และตาบอดได้ ไม่มีทางรักษา
  2. ควันที่เกิดขึ้น จากการฉายเลเซอร์ CO2 ทำให้มีกลิ่นเหม็นใหม้ จำเป็นต้องมีเครื่องดูดควัน
  3. ระวังการทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียงได้
  4. อาจทำให้เกิดรอยดำ รอยแผลเป็น และจำต้องมีการพักรักษาตัว หลังการรักษาด้วยเลเซอร์

เรียบเรียงใหม่ โดยนพ.จรัสพล รินทระ : จรัสพลคลินิก

โดย นพ.จรัสพล รินทระ วันที่