ขาหนีบดำ การป้องกันและการรักษา - Clinic Neo
TEL : 02-399-3390-1
E-MAIL : [email protected]

ดูแลผิวพรรณ

ขาหนีบดำ การป้องกันและการรักษา

        black goin

แม้ว่าปัญหาขาหนีบดำจะดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ ในที่ลับ ๆ ที่อาจจะดูเป็นตำแหน่งที่ไม่มีใครเห็นหรือสังเกตได้ง่าย แต่ก็ถือว่าเป็นตำแหน่งที่สร้างความมั่นใจให้กับคุณได้  หากคุณต้องการจะใส่ชุดว่ายน้ำหรือกางเกงขาสั้นขึ้นมา เพราะหากเกิดปัญหาขาหนีบดำขึ้นมาแล้ว มันอาจจะทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจในการอยากจะอวดรูปร่างของคุณขึ้นมาได้ ดังนั้นจงอย่ามองข้ามจุดเล็กๆ นี้ เพราะอาจจะช่วยให้คุณดูดี มั่นใจ ในทุกช่วงเวลาก็เป็นได้

สาเหตุของการเกิดขาหนีบดำ

  1.   เกิดจากการเสียดสี เป็นส่วนใหญ่ แล้วเกิดการอักเสบขึ้นมา เพราะเราทราบมาแล้วว่าเมื่อใดที่เกิดการอักเสบ โดยเฉพาะในผิวคนเอเชีย มักจะมีรอยด่างดำตามมาเสมอ และถ้าเกิดบ่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้สีผิวดำคล้ำมากขึ้น การเกิดการเสียดสี อาจจะเกิดจากต้นขาใหญ่แล้วเบียดกันมากเกินไป และบ่อยๆ ซึ่งพบได้คนอ้วน หรือการใส่กางเกงในที่ขอบรัดเกินไป หรือเกิดจากการเคลื่อนไหวบ่อยๆ อย่างไม่ระวัง เช่นในกลุ่มนักกีฬา
  2. โรคเชื้อราที่ขาหนีบ เช่น สังคัง (Trichophytor Rubuim) ซึ่งมักจะเกิดจากความอับชื้น โดยเฉพาะในวัยรุ่นหรือนักกีฬา โดยเมื่อเกิดการติดเชื้อรา มักจะมีอาการคัน ทำให้เกาแล้วเกิดการอักเสบ แล้วเกิดรอยดำตามมา ซึ่งถ้าไม่ทำการรักษาให้หายขาด และเกิดเรื้อรัง รอยดำก็จะยิ่งชัดและเข้มมากขึ้น
  3. โรคผื่นแพ้ผิวหนังอักเสบ (Seborrheic dermatitis) หรือผื่นแพ้สัมผัส (Contact dermatitis) จากการแพ้ขอบกางเกงใน หรือสายรัดขอบกางเกงในแน่นเกินไป  ทำให้เกิดอาการผื่นแดง คัน แล้วก็เกาแล้วเกิดการอักเสบ และรอยดำตามมาภายหลัง
  4. โรคติดเชื้อแบคทีเรีย มักจะพบในผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งมักจะอ้วน และภูมิต้านทานต่ำ จึงเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ง่าย ทำให้คัน เกาและอักเสบ เกิดรอยดำเช่นกัน

การป้องกันและการรักษาหรือปรับขาหนีบให้ขาว

  1. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ขาหนีบดำ แน่นอนว่าถ้าไม่รู้จักการป้องกัน  รักษาไปยังไงมันก็ไม่หาย โดยปกติแล้วเม็ดสีผิวบริเวณขาหนีบจะเกิดการเสียดสีได้ง่ายอยู่แล้ว จนทำให้เกิดรอยดำเป็นปื้นๆ มากกว่าบริเวณอื่น โดยเฉพาะกับคนที่มีน้ำหนักตัวมากๆ ก็ควรจะเริ่มหันมาลดน้ำหนักอย่างจริงจัง โดยให้เน้นท่าออกกำลังกายกระชับต้นขาเพื่อช่วยลดการเสียดสี หรือสลายไขมันส่วนเกินที่ต้นขา เพื่อลดการเสียดสี หรือใครที่ชอบสวมใส่กางเกงในหรือกางเกงยีนส์แบบรัดๆ ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มการเสียดสีเข้าไปใหญ่ เพราะผ้าค่อนข้างหนา ดังนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็เป็นดี เพื่อป้องกันไม่ให้ขาหนีบดำถาวรและแก้ยากมากยิ่งขึ้น
  2. ไม่ควรใส่กางเกงในตอนนอน แต่หากจำเป็นต้องใส่ก็ให้เลือกใส่กางเกงในที่ไม่มีตะเข็ม ใส่แล้วไม่รัดติ้ว และไม่ใส่จนรัดเกินไป
  3. ควรเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และไม่ระวัง เพราะจะกระตุ้นให้เกิดการเสียดสีได้ง่าย
  4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี โดยวิตามินอีสามารถพบได้มากในอาหารจำพวก นม ถั่ว ไข่ เนื้อสัตว์ ปลา ผัก ฯลฯ ส่วนวิตามินซีจะพบได้มากในผักและผลไม้ วิตามินทั้งสองชนิดนี้มีบทบาทที่เป็นประโยชน์ต่อผิว ทำให้ผิวแข็งแรงและลดการอักเสบได้ โดยเฉพาะวิตามินซี ทั้งแบบฉีดและรับประทานขนาดสูงๆ จะช่วยลดรอยด่างดำได้ดี
  5. ขัดผิว ให้ใช้ฟองน้ำหรือใยบวมขัดเบาๆ บริเวณขาหนีบในขณะอาบน้ำ อาจขัดไปพร้อมๆ กับตอนถูสบู่เลยก็ได้ โดยให้ทำอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งก็พอ รอยดำบนขาหนีบของคุณจะค่อยๆ จางลงอย่างแน่นอน แต่ขอย้ำนะครับว่าควรขัดถูแบบเบาๆ เพราะถ้ายิ่งลงแรงขัดมากเท่าไหร่ก็อาจทำให้เกิดการอักเสบบวมแดงมากขึ้นเท่านั้น พอแดงมากๆ ความดำจากการเสียดสีก็จะมาเยือน และเยอะขึ้นกว่าเดิมด้วย
  6. สครับผิวสูตรธรรมชาติ การขัดบำรุงผิวก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว บริเวณขาหนีบออกไป จึงช่วยคืนความขาวกระจ่างใสขึ้นมาได้ โดยคุณอาจเน้นเป็นสครับสูตรธรรมชาติ ดังต่อไปนี้ (ให้ทำเพียงอาทิตย์ละประมาณ 2-3 ครั้งครั้ง ) แต่ย้ำนะครับ ว่าให้เลือกที่ไม่ระคายเคืองผิวมากนัก การสครับผิวควรให้ค่อยๆ ลอกออกช้าๆ เหมือนลอกขี้ไคล  ไม่ควรจะถูแรงๆ หรือไม่ใช่ลอกจนแดง เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบ แล้วกลับมาดำคล้ำได้ใหม่
    1. สูตรมะขามเปียกผสมน้ำผึ้ง นำมาทาถูทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที แล้วล้างออก
    2. สูตรมะนาว ใช้เปลือกมะนาวนำมาทาถูทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที แล้วล้างออก
    3. สูตรขมิ้นผง มะขามเปียก และนมสด นำมาผสมพอให้ข้นแล้วนำไปขัดวนบริเวณขาหนีบทั้งสองข้างเบาๆ
    4. สูตรน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาวครึ่งลูก และน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ นำมาผสมให้เข้ากันใช้สครับวนเป็นวงกลมจนน้ำตาลละลายทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก
    5. สูตรสครับน้ำผึ้งเปลือกส้ม เพียงแค่คุณนำมีดมากรัดเปลือกส้มเบาๆ ให้มีรอยเปิด แล้วนำมาขยี้และบีบกับน้ำผึ้ง ใช้ขัดผิวเบาๆ
    6. สูตรน้ำมันอัลมอนด์ 1 ช้อนชา น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ, นมจืด 2/3 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาวครึ่งลูก และเมล็ดอัลมอนด์บด นำมาผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาทาบริเวณขาหนีบทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นก็ค่อยๆ สครับออกกับน้ำสะอาด
    7. สูตรโยเกิร์ตผสมกับเบคกิ้งโซด แล้วนำมาขัดเบาๆ
    8. สูตรสารส้มผสมกับมะขามเปียก แต่ต้องให้ความเข้มข้นอ่อนๆ ให้ค่อยๆ ลอกไป
    9. สูตรผงวิเศษนิยมขัดกับมะนาวน้ำมันคาโมมายล์ หรือน้ำมันดอกลาเวนเดอร์ ก็สามารถนำมาใช้ทาเพื่อช่วยลดการระคายเคืองผิว และยังช่วยลดเลือนรอยด่างดำ ลดปัญหาผิวหยาบกร้าน และทำให้ผิวเนียนนุ่มได้ เพียงแค่นำมาทาบริเวณขาหนีบเป็นประจำทุกวันก็จะช่วยทำให้ขาหนีบของคุณขาว ขึ้นได้ แถมยังเป็นการบำรุงผิวไปในตัวอีกด้วย ส่วนระยะเวลาอาจจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและสีผิวด้วย
  7. ดูแลทำความสะอาดผิว มิให้เกิดการอับชื้นได้ง่าย อาจจะโรยแป้งป้องกันความชื้น หรือเมื่อเล่นกีฬาเสร็จก็ควรรีบอาบน้ำทันที ไม่ปล่อยหมักหมม
  8. ทาไวเทนนิ่งครีม เลือกชนิดที่มีสรรพคุณลดการจำนวนเม็ดสีเมลานิน เช่น วิตามินซีเข้มข้น Kojic acid,Albutin ฯลฯ ไม่ควรเลือกชนิดที่มีสรรพคุณลอกผิว เช่น AHA หรือกรดเข้มข้น เพราะอาจจะยิ่งช่วยเพิ่มการอักเสบให้มากขึ้น
  9. เลเซอร์เม็ดสี : ได้แก่ เลเซอร์กลุ่ม Q-Swithced Nd:YAG laser เช่น Revlite ,Medlite C-6  จัดเป็นการรักษาที่ได้ผลตามมาตรฐานสากลทางการแพทย์  เพราะจะแก้ไขปัญหารอยดำบริเวณขาหนีบได้ทั้งรอยดำตื้น หรือลึก โดยจำนวนครั้งในการรักษาอาจจะแตกต่างกันแล้วแต่คน มักจะทำ 2-3 อาทิตย์ต่อครั้ง ประมาณ 5-10 ครั้งโดยเฉลี่ย โดยควรเลือกช่วงคลื่นที่มีสรรพคุณช่วยลดเลือนจำนวนเม็ดสี แม้จะต้องทำหลายครั้ง แต่ก็ดีกว่าการเลือกเลเซอร์ที่มีช่วงคลื่นที่มีสรรพคุณลอกผิว ซึ่งก็เหตุผลเดียวกันคือการลอกผิวบริเวณนี้ไม่ควรทำ เนื่องจากผิวมักจะบอบบางและอักเสบได้ง่ายอยู่แล้ว  เพราะถ้าเกิดการอักเสบขึ้นมา ก็จะทำให้รอยดำกลับมาใหม่ได้อีก และอาจจะมากกว่าเดิมเพราะผลของความร้อนจากเลเซอร์
โดย นพ.จรัสพล รินทระ วันที่